2536:
แม้ว่า BFGoodrich จะเปิดตัวในวงการแข่งออฟโรดของสหรัฐอเมริกาในปี 2516 แต่ต้องใช้เวลาอีก 20 ปีก่อนที่ยางของแบรนด์จะได้เข้าร่วมการแข่งขันแรลลี่ครอสคันทรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Dakar Rally เป็นครั้งแรก BFGoodrich คว้าแชมป์ FIA Cross-Country Rally 2WD World Cup ครั้งแรก ร่วมกับ Jean-Louis Schlesser และคว้าแชมป์ในรุ่นของ Paris-Dakar Rally
2542 – 2543:
แบรนด์อเมริกันอย่าง BFGoodrich คว้าชัยชนะใน Dakar ครั้งแรกในปี 2542 ร่วมกับนักแข่งชาวฝรั่งเศส Jean-Louis Schlesser และรถบั๊กกี้เครื่องยนต์ Renault ที่ติดตั้งยาง BFGoodrich ซึ่งแสดงสมรรถนะได้อย่างยอดเยี่ยมในภูมิประเทศแอฟริกาตะวันตก จนสามารถเอาชนะรถต้นแบบจาก Mitsubishi และ Nissan ได้ ในปี 2543 การแข่งขัน Dakar ครั้งที่ 22 วิ่งจากเมืองหลวงของเซเนกัลไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และรถบั๊กกี้เครื่องยนต์ Renault ของ Schlesser พร้อมยาง BFGoodrich Baja T/A ก็ยังคงเป็นรถที่คู่แข่งต้องจับตามองเช่นเดิม
2545 – 2546:
ในปี 2545 แม้ว่า BFGoodrich จะไม่ได้ติดตั้งยางให้กับทีมโรงงานใด ๆ แต่ยางรุ่นใหม่ BFGoodrich Rock T/A ซึ่งออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถ 4x4 สมรรถนะสูง ก็สามารถคว้าชัยชนะใน Dakar ได้เป็นครั้งแรกในปี 2546 จากการขับของ Hiroshi Masuoka นักแข่งชาวญี่ปุ่นกับรถ Mitsubishi Pajero
2547:
ยาง BFGoodrich Rock T/A และรถ Mitsubishi ร่วมกันสร้างสถิติไร้พ่ายต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 จนถึง 2550
ในปีนี้ BFGoodrich คว้าชัยชนะ Dakar ร่วมกับ Stéphane Peterhansel (Mitsubishi Pajero) และยังมีรถที่ใช้ยาง BFGoodrich เข้าเส้นชัยในอันดับที่ 2 และ 3 อีกด้วย
2548:
BFGoodrich คว้าแชมป์ Paris-Dakar Rally อีกครั้งกับ Stéphane Peterhansel (Mitsubishi Pajero)
2549:
ชัยชนะยังคงต่อเนื่อง เมื่อ Luc Alphand พา Mitsubishi Pajero / Montero Evo เข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 พร้อมยาง BFGoodrich
2550:
Stéphane Peterhansel คว้าแชมป์ Paris-Dakar Rally อีกครั้งด้วย Mitsubishi Pajero / Montero Evo ที่ใช้ยาง BFGoodrich
2552:
หลังจากการแข่งขันในปี 2008 ถูกยกเลิก Dakar ได้ย้ายสนามแข่งจากแอฟริกาไปยังอเมริกาใต้ โดย BFGoodrich ได้เปิดตัวยางรุ่นใหม่ BFGoodrich All-Terrain ซึ่งออกแบบมาให้รองรับสมรรถนะของรถต้นแบบรุ่นใหม่ของ Mitsubishi และ Volkswagen รวมถึงตอบโจทย์สภาพภูมิประเทศสุดท้าทายในพื้นที่ใหม่ของการแข่งขัน BFGoodrich All-Terrain เปิดตัวได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพา Giniel De Villiers จากทีม Volkswagen คว้าชัยชนะใน Dakar 2009
2553:
BFGoodrich เปิดตัวยาง All-Terrain+ รุ่นพัฒนาใหม่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพา Carlos Sainz คว้าชัยให้กับทีมเดิมอีกครั้ง
2554:
Nasser Al-Attiyah พา Volkswagen คว้าชัยสามปีซ้อน ในปี 2554
2555:
หลังจากเคยคว้าชัยร่วมกับรถบั๊กกี้เครื่องยนต์ Renault, Mitsubishi Pajero และ Volkswagen Race Touareg แล้ว BFGoodrich กลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งในปีนี้ ร่วมกับ Stéphane Peterhansel และรถ Mini ALL-4 Racing
2560:
BFGoodrich กลับมาสู่เส้นทางแห่งชัยชนะในปี 2560 กับการคว้าชัยของ Stéphane Peterhansel (Peugeot 3008 DKR) ซึ่งนำทัพทีม Peugeot กวาดตำแหน่ง อันดับ 1–2–3 ทำให้ BFGoodrich คว้าชัย Dakar ครั้งที่ 13 ได้สำเร็จ
2561:
Carlos Sainz, ทีม Peugeot Sport และ BFGoodrich® คว้าชัยในการแข่งขัน Dakar 2561 ซึ่งจบลงที่เมืองคอร์โดบา ประเทศอาร์เจนตินา
2562:
Dakar ปี 2562 เป็นปีแรกที่ Toyota Gazoo Racing คว้าชัยชนะในรายการนี้ได้สำเร็จ โดยมี Nasser Al-Attiyah เป็นผู้พาทีมคว้าแชมป์ ซึ่งนับเป็นชัยชนะครั้งที่ 3 ของเขาใน Dakar
2563:
ปี 2563 BFGoodrich ฉลองชัยชนะในรายการ Dakar เป็นครั้งที่ 16 ร่วมกับ Carlos Sainz และทีม Mini X-Raid
2565:
แม้ว่า BFGoodrich จะมีบทบาทในวงการแข่งออฟโรดของสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปี 2516
แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ต้องใช้เวลากว่าสองทศวรรษ กว่าจะได้สัมผัสกับสนามแข่งแรลลี่ทางไกลที่ยาวและโหดที่สุดในโลกอย่าง Dakar Rally — ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2565
2566:
การแข่งขัน Dakar Rally ครั้งที่ 45 จัดขึ้นท่ามกลางทะเลทรายของประเทศซาอุดิอาระเบีย ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2565 ถึง 15 มกราคม 2566 เส้นทางการแข่งขันเริ่มต้นจากชายฝั่งทะเลแดง (Red Sea) ทางตะวันตกของประเทศ ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังชายฝั่งอ่าวอาหรับ ณ เมือง ดัมมัม (Dammam) ทางตะวันออก โดยมีระยะทางอันท้าทายผ่านภูมิประเทศหลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งประเทศ