ถอดรหัสหน่วยลมยาง BAR, PSI, kPa คืออะไร เติมลมรถกระบะและ SUV อย่างไรให้ถูกต้อง
สำหรับผู้ใช้รถในไทย เราคุ้นเคยกับการเติมลมยางโดยดูค่า PSI เป็นหลัก แต่เมื่อเห็นคู่มือรถหรือเดินทางไปต่างประเทศ อาจเจอหน่วยวัดอื่นทั้ง BAR และ kPa จนเกิดความสับสน วันนี้เราจะมาถอดรหัสหน่วยวัดเหล่านี้ว่าคืออะไร เกี่ยวข้องกับการเติมลม รถกระบะ และ รถ SUV ของคุณอย่างไร และนิยมใช้ในเรื่องไหนบ้าง
ทำความรู้จัก 3 หน่วยวัดแรงดันลมยางสากล
แม้จะดูแตกต่าง แต่ทั้งสามหน่วยนี้ใช้วัดสิ่งเดียวกันคือ "แรงดัน" แต่มีที่มาและการใช้งานที่นิยมแตกต่างกันไป
PSI (Pound per Square Inch - ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)
คือหน่วยวัดแรงดันที่นิยมที่สุดใน สหรัฐอเมริกาและประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ หากพูดง่ายๆ คือ "แรงกด 1 ปอนด์ที่กระทำบนพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว" ทำให้เราเห็นค่า PSI บนเครื่องเติมลมแทบทุกปั๊มในบ้านเรา
BAR (บาร์)
คือหน่วยวัดแรงดันในระบบเมตริกที่นิยมใช้ใน ยุโรป มีค่าใกล้เคียงกับแรงดันบรรยากาศของโลก ณ ระดับน้ำทะเล (1 BAR ≈ 1 เท่าของแรงดันบรรยากาศ) จึงเข้าใจง่ายและมักใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับแรงดันสูง เช่น น้ำมันและก๊าซ หรือเครื่องจักรในโรงงาน
kPa (Kilopascal - กิโลปาสคาล)
คือหน่วยวัดแรงดันมาตรฐานตาม ระบบสากล (SI Unit) ที่นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรทั่วโลกใช้กันอย่างเป็นทางการ ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่าย โดยเฉพาะจาก ญี่ปุ่นและยุโรป มักจะระบุค่าลมยางมาตรฐานที่ข้างประตูเป็นหน่วย kPa ควบคู่ไปกับ PSI
ตารางเปรียบเทียบแรงดัน BAR, PSI, และ kPa ที่ช่วยให้คุณเติมลมยางรถกระบะและรถ SUV 4x4 ได้อย่างเหมาะสม
เพื่อให้ผู้ใช้รถออฟโรด SUV 4WD หรือรถกระบะ 4x4 ยกสูงสามารถเติมลมยางรถยนต์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง โดยเฉพาะกับคนที่ยังสงสัยว่ารถกระบะเติมลมเท่าไหร่ดี เราจะพาคุณไปดูตารางเปรียบเทียบแรงดันที่แสดงให้เห็นว่าค่าแรงดันแต่ละประเภทต่างกันอย่างไรบ้าง
ค่าแรงดัน (PSI) | ค่าแรงดัน (Bar) | ค่าแรงดัน (kPa) |
26 | 1.79 | 180 |
27 | 1.86 | 186 |
28 | 1.93 | 193 |
29 | 2 | 200 |
30 | 2.07 | 207 |
31 | 2.14 | 214 |
32 | 2.21 | 221 |
33 | 2.28 | 228 |
34 | 2.35 | 235 |
35 | 2.41 | 241 |
36 | 2.48 | 248 |
37 | 2.55 | 255 |
38 | 2.62 | 262 |
39 | 2.69 | 269 |
40 | 2.76 | 276 |
41 | 2.83 | 283 |
42 | 2.9 | 290 |
43 | 2.97 | 297 |
44
| 3.04 | 304 |
45 | 3.1 | 310 |
46
| 3.17 | 317 |
47 | 3.24 | 324 |
48 | 3.31 | 331 |
49 | 3.38 | 338 |
50 | 3.45 | 345 |
วิธีแปลงหน่วยแรงดันแบบง่ายๆ ที่คนขับรถกระบะและเอสยูวีเช่นคุณก็คิดเองได้ไม่ยาก
สิ่งสำคัญที่สุดก่อนเติมลมยางคือการรู้ว่ารถกระบะของคุณต้องเติมแรงดันลมเท่าไหร่ ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดอยู่บนสติกเกอร์ข้างประตูรถหรือในคู่มือประจำรถเสมอ แต่ถ้าหากคุณเจอเครื่องเติมลมหรือคู่มือรถที่ใช้หน่วยวัดไม่คุ้นเคย ไม่ต้องกังวลใจไป BFGoodrich มีเทคนิคแปลงหน่วยฉบับพกพาที่คนขับ รถกระบะ และ เอสยูวี เช่นคุณคิดตามได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลข
1. แปลง BAR เป็น PSI (เมื่อเจอเกจ์วัดยุโรป)
เกจ์วัดลมส่วนใหญ่ในยุโรปเป็น BAR แต่รถเราใช้ PSI
วิธีคิด: จำง่ายๆ ว่า 1 BAR มีค่าโดยประมาณ 14.5 PSI
ตัวอย่าง: ถ้าป้ายข้างประตูรถแนะนำให้เติม 35 PSI แต่เกจ์วัดเป็น BAR คุณก็แค่มองหาค่าที่ใกล้เคียง 2.4 BAR (เพราะ 2.4 x 14.5 = 35)
2. แปลง kPa เป็น PSI (เมื่อเจอคู่มือรถสากล)
คู่มือรถหรือป้ายจากผู้ผลิตหลายค่ายนิยมใช้หน่วย kPa
วิธีคิด: จำง่ายๆ ว่า 100 kPa มีค่าประมาณ 14.5 PSI
ตัวอย่าง: ถ้าป้ายข้างประตูบอกว่าให้เติม 240 kPa คุณสามารถแปลงเป็น PSI ได้โดยนำ (240 / 100) x 14.5 = 35 PSI
3. แปลง BAR กับ kPa (หน่วยระบบเมตริก)
ความสัมพันธ์นี้ง่ายที่สุด และมีประโยชน์เมื่อต้องการเทียบค่าในคู่มือ
วิธีคิด: 1 BAR = 100 kPa แค่คูณหรือหารด้วย 100 เท่านั้น
ตัวอย่าง: 2.2 BAR ก็คือ 220 kPa
รถปิกอัพ รถกระบะ 4 ประตู และรถกระบะบรรทุกหนัก รวมถึงรถ SUV 4WD ควรเติมลมเท่าไหร่ดี
รถกระบะในประเทศไทยถือเป็นรถอเนกประสงค์ที่ใช้งานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เป็นรถยนต์ส่วนตัวสำหรับครอบครัว รถบรรทุกคู่ใจในการทำธุรกิจ ไปจนถึงรถกระบะและรถเอสยูวี 4X4 สำหรับสายลุยผจญภัย ด้วยความหลากหลายนี้เองที่ทำให้การเติมลมยางแตกต่างกันไปด้วย เพราะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและยืดอายุการใช้งานของยาง วันนี้ BFGoodrich มีคำแนะนำง่ายๆ มาฝากคุณ
ก่อนจะพิจารณาการใช้งานใดๆ ค่าแรงดันลมยางที่ดีที่สุดสำหรับรถกระบะและรถ SUV ของคุณ คือค่ามาตรฐานที่ผู้ผลิตแนะนำไว้ ซึ่งสามารถดูได้จากแผ่นป้ายที่ติดอยู่บริเวณเสากลางฝั่งประตูคนขับ โดยบนแผ่นป้ายจะระบุค่าแรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับล้อหน้าและล้อหลัง ในภาวะการขับขี่แบบ "ไม่บรรทุก" ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นที่สมดุลที่สุดทั้งในด้านความนุ่มนวล, การเกาะถนน, และการสึกหรอของยาง
ขับขี่ทั่วไป / รถเปล่า (รถกระบะ 4 ประตู, ปิกอัพส่วนบุคคล)
สำหรับผู้ที่ใช้รถกระบะ 4 ประตู หรือรถปิกอัพในชีวิตประจำวันเหมือนรถยนต์ส่วนตัว ไม่ได้บรรทุกของหนัก
คำแนะนำ: เติมลมตาม ค่ามาตรฐาน ที่ระบุไว้ข้างประตูรถได้เลย
ค่าลมโดยประมาณ: โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 32 - 38 PSI ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง
เหตุผล: เป็นค่าที่ให้ความสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างความนุ่มนวลในการขับขี่, การประหยัดน้ำมัน, และการควบคุมรถในภาวะปกติ
รถกระบะบรรทุกของหนัก / เดินทางเต็มคัน
เมื่อคุณต้องใช้รถกระบะในการบรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักมาก หรือเดินทางไกลพร้อมผู้โดยสารและสัมภาระเต็มคัน
คำแนะนำ: เพิ่มแรงดันลมที่ล้อหลัง ให้สูงกว่าค่ามาตรฐาน
ควรเพิ่มเท่าไหร่: เพิ่มจากค่ามาตรฐานไปอีก +3 ถึง +7 PSI สำหรับล้อหลัง ส่วนล้อหน้าอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (+2 ถึง +3 PSI) หรือคงไว้เท่าเดิม
ตัวอย่าง: หากค่ามาตรฐานล้อหลังคือ 35 PSI เมื่อบรรทุกหนักควรเพิ่มเป็น 40 - 42 PSI
เหตุผล: การเพิ่มลมจะช่วยให้แก้มยางแข็งแรงขึ้น ไม่บิดตัวหรือแบนจนเกินไปเมื่อรับน้ำหนักมาก ช่วยให้รถทรงตัวได้ดีและป้องกันยางเสียหายจากความร้อนสะสม
เดินทางไกล / ใช้ความเร็วสูง
สำหรับการขับขี่บนทางด่วนหรือทางหลวงที่ใช้ความเร็วคงที่เป็นระยะเวลานาน
คำแนะนำ: เพิ่มแรงดันลมจากค่ามาตรฐานเล็กน้อยทั้ง 4 ล้อ
ควรเพิ่มเท่าไหร่: เพิ่มขึ้นประมาณ +2 ถึง +3 PSI จากค่าปกติ
ตัวอย่าง: หากปกติเติม 35 PSI ควรเพิ่มเป็น 37 - 38 PSI
เหตุผล: ลมยางที่แข็งขึ้นจะช่วยลดการบิดตัวของแก้มยาง ทำให้รถมีเสถียรภาพมากขึ้นในความเร็วสูง ลดแรงต้านการหมุน ซึ่งช่วยให้ประหยัดน้ำมันขึ้นเล็กน้อย
ใช้งานออฟโรด (ทางดิน, ทราย, โคลน)
สำหรับสายลุยที่ต้องขับขี่บนเส้นทางธรรมชาติที่พื้นผิวไม่เรียบ
คำแนะนำ: ลดแรงดันลมยางลง จากค่ามาตรฐานอย่างมาก
ควรลดเหลือเท่าไหร่: โดยทั่วไปจะลดลงเหลือ 18 - 25 PSI (ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นทางและความเชี่ยวชาญ)
เหตุผล: การปล่อยลมออก (Deflating) จะทำให้หน้ายางแผ่กว้างขึ้น เพิ่มพื้นที่สัมผัสกับพื้นผิว (เหมือนตีนกบ) ช่วยสร้างแรงตะกุยและเพิ่มการยึดเกาะบนทางทรายหรือโคลนได้ดีขึ้น
ข้อควรระวังสูงสุด: ต้อง เติมลมกลับสู่ค่าปกติทันที เมื่อกลับมาวิ่งบนถนนดำ การขับขี่ด้วยลมยางอ่อนบนถนนเรียบด้วยความเร็วสูงนั้นอันตรายอย่างยิ่ง
ตารางสรุปการเติมลมยางรถกระบะ
ลักษณะการใช้งาน | ล้อหน้า (PSI) | ล้อหลัง (PSI) | คำแนะนำ |
ขับขี่ทั่วไป (รถเปล่า) | ตามค่ามาตรฐาน | ตามค่ามาตรฐาน | ดีที่สุดสำหรับความสมดุล |
บรรทุกของหนัก | มาตรฐาน (+2) | มาตรฐาน +3 ถึง +7 | เน้นเพิ่มลมที่ล้อหลัง |
เดินทางไกล/ความเร็วสูง | มาตรฐาน +2 ถึง +3 | มาตรฐาน +2 ถึง +3 | เพิ่มเท่ากันทั้ง 4 ล้อ |
ใช้งานออฟโรด | ลดเหลือ 18-25 | ลดเหลือ 18-25 | ต้องเติมลมเมื่อกลับมาขับทางปกติ |

แรงดันลมยางมีผลอะไรต่ออายุการใช้งานยางรถออฟโรด รถกระบะ 4x4 และ SUV 4WD
หากคุณต้องการยืดอายุการใช้งานยางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นยาง M/T, ยาง A/T, หรือยาง H/T ให้ดอกยางและโครงสร้างของยางสึกหรอช้าที่สุด เราแนะนำให้คุณใส่ใจในสองประเด็นต่อจากนี้
1. ความร้อน (เกิดจากยางมีการขยับตัวหรือการที่ยางรับน้ำหนักมากเกินไป) เป็นศัตรูสำคัญที่สุดของยาง
2. เพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมความร้อนที่มากเกินไปอันเกิดมาจากยางขยับตัวขณะวิ่ง โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าแรงดันลมยางอยู่ในค่าที่เหมาะสมกับการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ
โดยปกติแล้วคุณสามารถขับออฟโรดด้วยแรงดันลมยางเดียวกับที่ขับบนถนนปกติได้ อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่มีแรงฉุดลากต่ำ (เช่น ขับบนพื้นทราย) การลดแรงดันลมยางลงเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้ได้การยึดเกาะที่ดีขึ้น และต้องลดแรงดันให้มีความเหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุกในขณะนั้นด้วย
อีกเรื่องที่คุณควรรู้ไว้ก็คือการรับน้ำหนักของยาง ความเร็ว และแรงดันลมยางนั้นล้วนสัมพันธ์กันทั้งหมด หากคุณต้องการลดความดันลงในขณะที่ต้องการให้รถสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ดี คุณจำเป็นต้องลดความเร็วลงไปด้วย เพราะการลดความดันลมยางโดยที่ไม่ได้ลดน้ำหนักบรรทุกหรือความเร็วลงจะทำให้เกิดความร้อนสะสมในยางมากเกินไป
ทั้งนี้ การขับรถในเส้นทางออฟโรดสามารถใช้แรงดันลมยางได้ต่ำกว่า 20psi แต่ต้องลดความเร็วลงเหลือไม่เกิน 25 กม./ชม. หรือน้อยกว่าเมื่อยางมีความสามารถในการบรรทุกเพียงพอ
แต่คุณควรท่องจำให้ขึ้นใจเสมอว่าต้องเติมลมยางรถให้กลับมาอยู่ในค่าแรงดันที่ถูกต้องทันทีเมื่อกลับไปขับบนถนนปกติ เนื่องจากการที่ไม่ได้เติมลมยางให้อยู่ภายในค่าแรงดันปกติเมื่อขับขี่บนทางหลวงจะส่งผลต่อการควบคุมรถที่แย่ลง และยังทำอันตรายต่อโครงสร้างทั้งหมดอีกต่างหาก หรืออาจถึงขั้นยางระเบิดจนเกิดอุบัติเหตุตามมา
คุณสามารถค่าแรงดันลมยางที่เหมาะสมกับยางรถยนต์ของคุณได้บนป้ายรถที่อยู่ด้านในประตูคนขับ และในคู่มือสำหรับเจ้าของรถ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะระบุไว้ทั้ง PSI, BAR, หรือแม้แต่ kPa ในรถบางคัน ทั้งนี้ หากยางรถของคุณมีขนาดเท่ากันกับยางเดิมติดรถก็ให้เติมลมยางตามค่าแรงดันลมยางที่ระบุไว้บนป้ายได้เลย
ยาง BFGOODRICH ที่เหมาะกับ การขับขี่ออนโรดและออฟโรด
มั่นใจและเลือกใช้ยาง BFGoodrich สำหรับรถกระบะและเอสยูวีออฟโรดของคุณ
นอกจากการเติมแรงดันลมยางที่เหมาะสมกับยางรถยนต์จะช่วยให้คุณขับขี่ได้ปลอดภัยแล้ว การเลือกใช้ยางสำหรับรถยนต์นั่ง รถครอสโอเวอร์ รวมไปถึงรถกระบะและเอสยูวี 4x4 ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี จะทำให้คุณสัมผัสประสบการณ์ในการขับขี่ทั้งในถนนปกติและทางออฟโรดได้มั่นใจทุกเส้นทาง โดย BFGoodrich มียางรถยนต์ที่น่าสนใจดังนี้
BFGoodrich All-Terrain T/A KO3 ยาง A/T ผู้มาสืบทอดตำนานยางออลเทอเรน โดดเด่นด้านการขับบนถนนปกติ ระยะเบรกสั้นลง เกาะถนนมั่นใจ แถมการลุยทางออฟโรดยังถูกอัปเกรดให้ทำได้ดียิ่งกว่าเดิม
BFGoodrich All-Terrain T/A KO2 หนึ่งในยาง A/T รุ่นยอดนิยมของคนไทย จัดเต็มเรื่องการลุยทางปกติและทางออฟโรด ดอกยางแข็งแกร่ง ใช้ได้ยาวนาน และให้ประสิทธิภาพในการขับขี่และการลุยป่าได้ดี
BFGoodrich Mud-Terrain T/A KM3 ยางออฟโรดแบบ M/T ที่เปลี่ยนให้การลุยป่าเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย ไม่ว่าจะปีนก้อนหิน ลงหล่มโคลน หรือตะกุยเนินทราย ก็ทำได้มั่นใจในทุกสภาพอากาศ
BFGoodrich G-Force Phenom T/A ควบคุมรถได้เฉียบคมและมั่นใจทั้งในทางตรงและทางโค้ง ด้วยยางที่ออกแบบมาเพื่อรถเก๋งหรือรถสมรรถนะสูง เพื่อสัมผัสถึงความสนุกได้ในทุกเส้นทาง
BFGoodrich Trail-Terrain T/A ตอบโจทย์การขับขี่บนถนนปกติทั้งทางเปียกและแห้งได้มั่นใจยิ่งขึ้น แต่ได้ภาพลักษณ์สุดเท่แถมดุดันไม่แพ้ยาง A/T เพื่อให้ได้ความมั่นใจและปลอดภัยทุกเส้นทาง
BFGoodrich Advantage Touring ยางนุ่มเงียบให้ความสบายสำหรับรถเก๋ง ครอสโอเวอร์ และเอสยูวี ที่ยึดเกาะถนนได้ดีทุกสภาพอากาศ และให้การบังคับควบคุมได้ดั่งใจ








