หาซื้อได้จากที่ไหน?

BAR, PSI, และ kPa คืออะไร พร้อมตารางเทียบค่าแรงดันลมที่ช่วยให้เติมลมเอสยูวีและกระบะ 4x4 ได้ง่ายขึ้น

สงสัยไหมว่าป้ายระบุค่าแรงดันลมยางที่รถกระบะหรือเอสยูวีขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD มีหลายค่า ตั้งแต่ BAR, PSI, และ kPa เหล่านี้มีรายละเอียดต่างกันอย่างไร รวมถึงเป็นค่าแรงดันที่นิยมใช้กับอะไรเป็นหลัก ทั้งยังมีคำถามว่ารถกระบะเติมลมเท่าไหร่ดี และรถ SUV 4X4 ต้องเติมลมระดับไหนจึงจะเหมาะสม บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องที่เรากล่าวมาทั้งหมด พร้อมตารางเทียบแรงดันลมให้คุณได้ไปใช้ตอนกำลังเติมลมยางรถยนต์

ถอดรหัสหน่วยลมยาง BAR, PSI, kPa คืออะไร เติมลมรถกระบะและ SUV อย่างไรให้ถูกต้อง

สำหรับผู้ใช้รถในไทย เราคุ้นเคยกับการเติมลมยางโดยดูค่า PSI เป็นหลัก แต่เมื่อเห็นคู่มือรถหรือเดินทางไปต่างประเทศ อาจเจอหน่วยวัดอื่นทั้ง BAR และ kPa จนเกิดความสับสน วันนี้เราจะมาถอดรหัสหน่วยวัดเหล่านี้ว่าคืออะไร เกี่ยวข้องกับการเติมลม รถกระบะ และ รถ SUV ของคุณอย่างไร และนิยมใช้ในเรื่องไหนบ้าง

ทำความรู้จัก 3 หน่วยวัดแรงดันลมยางสากล

แม้จะดูแตกต่าง แต่ทั้งสามหน่วยนี้ใช้วัดสิ่งเดียวกันคือ "แรงดัน" แต่มีที่มาและการใช้งานที่นิยมแตกต่างกันไป

PSI (Pound per Square Inch - ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)

คือหน่วยวัดแรงดันที่นิยมที่สุดใน สหรัฐอเมริกาและประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ หากพูดง่ายๆ คือ "แรงกด 1 ปอนด์ที่กระทำบนพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว" ทำให้เราเห็นค่า PSI บนเครื่องเติมลมแทบทุกปั๊มในบ้านเรา

BAR (บาร์)

คือหน่วยวัดแรงดันในระบบเมตริกที่นิยมใช้ใน ยุโรป มีค่าใกล้เคียงกับแรงดันบรรยากาศของโลก ณ ระดับน้ำทะเล (1 BAR ≈ 1 เท่าของแรงดันบรรยากาศ) จึงเข้าใจง่ายและมักใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับแรงดันสูง เช่น น้ำมันและก๊าซ หรือเครื่องจักรในโรงงาน

kPa (Kilopascal - กิโลปาสคาล)

คือหน่วยวัดแรงดันมาตรฐานตาม ระบบสากล (SI Unit) ที่นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรทั่วโลกใช้กันอย่างเป็นทางการ ผู้ผลิตรถยนต์หลายค่าย โดยเฉพาะจาก ญี่ปุ่นและยุโรป มักจะระบุค่าลมยางมาตรฐานที่ข้างประตูเป็นหน่วย kPa ควบคู่ไปกับ PSI

ตารางเปรียบเทียบแรงดัน BAR, PSI, และ kPa ที่ช่วยให้คุณเติมลมยางรถกระบะและรถ SUV 4x4 ได้อย่างเหมาะสม

เพื่อให้ผู้ใช้รถออฟโรด SUV 4WD หรือรถกระบะ 4x4 ยกสูงสามารถเติมลมยางรถยนต์ได้อย่างเหมาะสมและถูกต้อง โดยเฉพาะกับคนที่ยังสงสัยว่ารถกระบะเติมลมเท่าไหร่ดี เราจะพาคุณไปดูตารางเปรียบเทียบแรงดันที่แสดงให้เห็นว่าค่าแรงดันแต่ละประเภทต่างกันอย่างไรบ้าง

ค่าแรงดัน (PSI) 

ค่าแรงดัน (Bar) 

ค่าแรงดัน (kPa) 

26 

1.79 

180 

27 

1.86 

186 

28 

1.93 

193 

29 

200 

30 

2.07 

207 

31 

2.14 

214 

32 

2.21 

221 

33 

2.28 

228 

34 

2.35 

235 

35 

2.41 

241 

36 

2.48 

248 

37 

2.55 

255 

38 

2.62 

262 

39 

2.69 

269 

40 

2.76 

276 

41 

2.83 

283 

42 

2.9 

290 

43 

2.97 

297 

44 

 

3.04 

304 

45 

3.1 

310 

46 

 

3.17 

317 

47 

3.24 

324 

48 

3.31 

331 

49 

3.38 

338 

50 

3.45 

345 

วิธีแปลงหน่วยแรงดันแบบง่ายๆ ที่คนขับรถกระบะและเอสยูวีเช่นคุณก็คิดเองได้ไม่ยาก

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนเติมลมยางคือการรู้ว่ารถกระบะของคุณต้องเติมแรงดันลมเท่าไหร่ ซึ่งคำตอบที่ดีที่สุดอยู่บนสติกเกอร์ข้างประตูรถหรือในคู่มือประจำรถเสมอ แต่ถ้าหากคุณเจอเครื่องเติมลมหรือคู่มือรถที่ใช้หน่วยวัดไม่คุ้นเคย ไม่ต้องกังวลใจไป BFGoodrich มีเทคนิคแปลงหน่วยฉบับพกพาที่คนขับ รถกระบะ และ เอสยูวี เช่นคุณคิดตามได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลข

1. แปลง BAR เป็น PSI (เมื่อเจอเกจ์วัดยุโรป)

เกจ์วัดลมส่วนใหญ่ในยุโรปเป็น BAR แต่รถเราใช้ PSI

  • วิธีคิด: จำง่ายๆ ว่า 1 BAR มีค่าโดยประมาณ 14.5 PSI

  • ตัวอย่าง: ถ้าป้ายข้างประตูรถแนะนำให้เติม 35 PSI แต่เกจ์วัดเป็น BAR คุณก็แค่มองหาค่าที่ใกล้เคียง 2.4 BAR (เพราะ 2.4 x 14.5 = 35)

2. แปลง kPa เป็น PSI (เมื่อเจอคู่มือรถสากล)

คู่มือรถหรือป้ายจากผู้ผลิตหลายค่ายนิยมใช้หน่วย kPa

  • วิธีคิด: จำง่ายๆ ว่า 100 kPa มีค่าประมาณ 14.5 PSI

  • ตัวอย่าง: ถ้าป้ายข้างประตูบอกว่าให้เติม 240 kPa คุณสามารถแปลงเป็น PSI ได้โดยนำ (240 / 100) x 14.5 = 35 PSI

3. แปลง BAR กับ kPa (หน่วยระบบเมตริก)

ความสัมพันธ์นี้ง่ายที่สุด และมีประโยชน์เมื่อต้องการเทียบค่าในคู่มือ

  • วิธีคิด: 1 BAR = 100 kPa แค่คูณหรือหารด้วย 100 เท่านั้น

  • ตัวอย่าง: 2.2 BAR ก็คือ 220 kPa

รถปิกอัพ รถกระบะ 4 ประตู และรถกระบะบรรทุกหนัก รวมถึงรถ SUV 4WD ควรเติมลมเท่าไหร่ดี

รถกระบะในประเทศไทยถือเป็นรถอเนกประสงค์ที่ใช้งานหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เป็นรถยนต์ส่วนตัวสำหรับครอบครัว รถบรรทุกคู่ใจในการทำธุรกิจ ไปจนถึงรถกระบะและรถเอสยูวี 4X4 สำหรับสายลุยผจญภัย ด้วยความหลากหลายนี้เองที่ทำให้การเติมลมยางแตกต่างกันไปด้วย เพราะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดและยืดอายุการใช้งานของยาง วันนี้ BFGoodrich มีคำแนะนำง่ายๆ มาฝากคุณ

ก่อนจะพิจารณาการใช้งานใดๆ ค่าแรงดันลมยางที่ดีที่สุดสำหรับรถกระบะและรถ SUV ของคุณ คือค่ามาตรฐานที่ผู้ผลิตแนะนำไว้ ซึ่งสามารถดูได้จากแผ่นป้ายที่ติดอยู่บริเวณเสากลางฝั่งประตูคนขับ โดยบนแผ่นป้ายจะระบุค่าแรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับล้อหน้าและล้อหลัง ในภาวะการขับขี่แบบ "ไม่บรรทุก" ซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นที่สมดุลที่สุดทั้งในด้านความนุ่มนวล, การเกาะถนน, และการสึกหรอของยาง

ขับขี่ทั่วไป / รถเปล่า (รถกระบะ 4 ประตู, ปิกอัพส่วนบุคคล)

สำหรับผู้ที่ใช้รถกระบะ 4 ประตู หรือรถปิกอัพในชีวิตประจำวันเหมือนรถยนต์ส่วนตัว ไม่ได้บรรทุกของหนัก

  • คำแนะนำ: เติมลมตาม ค่ามาตรฐาน ที่ระบุไว้ข้างประตูรถได้เลย

  • ค่าลมโดยประมาณ: โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 32 - 38 PSI ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง

  • เหตุผล: เป็นค่าที่ให้ความสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างความนุ่มนวลในการขับขี่, การประหยัดน้ำมัน, และการควบคุมรถในภาวะปกติ

รถกระบะบรรทุกของหนัก / เดินทางเต็มคัน

เมื่อคุณต้องใช้รถกระบะในการบรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักมาก หรือเดินทางไกลพร้อมผู้โดยสารและสัมภาระเต็มคัน

  • คำแนะนำ: เพิ่มแรงดันลมที่ล้อหลัง ให้สูงกว่าค่ามาตรฐาน

  • ควรเพิ่มเท่าไหร่: เพิ่มจากค่ามาตรฐานไปอีก +3 ถึง +7 PSI สำหรับล้อหลัง ส่วนล้อหน้าอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (+2 ถึง +3 PSI) หรือคงไว้เท่าเดิม

  • ตัวอย่าง: หากค่ามาตรฐานล้อหลังคือ 35 PSI เมื่อบรรทุกหนักควรเพิ่มเป็น 40 - 42 PSI

  • เหตุผล: การเพิ่มลมจะช่วยให้แก้มยางแข็งแรงขึ้น ไม่บิดตัวหรือแบนจนเกินไปเมื่อรับน้ำหนักมาก ช่วยให้รถทรงตัวได้ดีและป้องกันยางเสียหายจากความร้อนสะสม

เดินทางไกล / ใช้ความเร็วสูง

สำหรับการขับขี่บนทางด่วนหรือทางหลวงที่ใช้ความเร็วคงที่เป็นระยะเวลานาน

  • คำแนะนำ: เพิ่มแรงดันลมจากค่ามาตรฐานเล็กน้อยทั้ง 4 ล้อ

  • ควรเพิ่มเท่าไหร่: เพิ่มขึ้นประมาณ +2 ถึง +3 PSI จากค่าปกติ

  • ตัวอย่าง: หากปกติเติม 35 PSI ควรเพิ่มเป็น 37 - 38 PSI

  • เหตุผล: ลมยางที่แข็งขึ้นจะช่วยลดการบิดตัวของแก้มยาง ทำให้รถมีเสถียรภาพมากขึ้นในความเร็วสูง ลดแรงต้านการหมุน ซึ่งช่วยให้ประหยัดน้ำมันขึ้นเล็กน้อย

ใช้งานออฟโรด (ทางดิน, ทราย, โคลน)

สำหรับสายลุยที่ต้องขับขี่บนเส้นทางธรรมชาติที่พื้นผิวไม่เรียบ

  • คำแนะนำ: ลดแรงดันลมยางลง จากค่ามาตรฐานอย่างมาก

  • ควรลดเหลือเท่าไหร่: โดยทั่วไปจะลดลงเหลือ 18 - 25 PSI (ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นทางและความเชี่ยวชาญ)

  • เหตุผล: การปล่อยลมออก (Deflating) จะทำให้หน้ายางแผ่กว้างขึ้น เพิ่มพื้นที่สัมผัสกับพื้นผิว (เหมือนตีนกบ) ช่วยสร้างแรงตะกุยและเพิ่มการยึดเกาะบนทางทรายหรือโคลนได้ดีขึ้น

  • ข้อควรระวังสูงสุด: ต้อง เติมลมกลับสู่ค่าปกติทันที เมื่อกลับมาวิ่งบนถนนดำ การขับขี่ด้วยลมยางอ่อนบนถนนเรียบด้วยความเร็วสูงนั้นอันตรายอย่างยิ่ง

ตารางสรุปการเติมลมยางรถกระบะ

ลักษณะการใช้งาน 
ล้อหน้า (PSI) 
ล้อหลัง (PSI) 
คำแนะนำ 
ขับขี่ทั่วไป (รถเปล่า) 
ตามค่ามาตรฐาน 
ตามค่ามาตรฐาน 
ดีที่สุดสำหรับความสมดุล 
บรรทุกของหนัก 
มาตรฐาน (+2) 
มาตรฐาน +3 ถึง +7 
เน้นเพิ่มลมที่ล้อหลัง 
เดินทางไกล/ความเร็วสูง 
มาตรฐาน +2 ถึง +3 
มาตรฐาน +2 ถึง +3 
เพิ่มเท่ากันทั้ง 4 ล้อ 
ใช้งานออฟโรด 
ลดเหลือ 18-25 
ลดเหลือ 18-25 
ต้องเติมลมเมื่อกลับมาขับทางปกติ 

แรงดันลมยางมีผลอะไรต่ออายุการใช้งานยางรถออฟโรด รถกระบะ 4x4 และ SUV 4WD

หากคุณต้องการยืดอายุการใช้งานยางรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นยาง M/T, ยาง A/T, หรือยาง H/T ให้ดอกยางและโครงสร้างของยางสึกหรอช้าที่สุด เราแนะนำให้คุณใส่ใจในสองประเด็นต่อจากนี้

1. ความร้อน (เกิดจากยางมีการขยับตัวหรือการที่ยางรับน้ำหนักมากเกินไป) เป็นศัตรูสำคัญที่สุดของยาง 

2. เพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมความร้อนที่มากเกินไปอันเกิดมาจากยางขยับตัวขณะวิ่ง โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าแรงดันลมยางอยู่ในค่าที่เหมาะสมกับการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ

โดยปกติแล้วคุณสามารถขับออฟโรดด้วยแรงดันลมยางเดียวกับที่ขับบนถนนปกติได้ อย่างไรก็ตาม ในสภาวะที่มีแรงฉุดลากต่ำ (เช่น ขับบนพื้นทราย) การลดแรงดันลมยางลงเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้ได้การยึดเกาะที่ดีขึ้น และต้องลดแรงดันให้มีความเหมาะสมกับน้ำหนักบรรทุกในขณะนั้นด้วย

อีกเรื่องที่คุณควรรู้ไว้ก็คือการรับน้ำหนักของยาง ความเร็ว และแรงดันลมยางนั้นล้วนสัมพันธ์กันทั้งหมด หากคุณต้องการลดความดันลงในขณะที่ต้องการให้รถสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ดี คุณจำเป็นต้องลดความเร็วลงไปด้วย เพราะการลดความดันลมยางโดยที่ไม่ได้ลดน้ำหนักบรรทุกหรือความเร็วลงจะทำให้เกิดความร้อนสะสมในยางมากเกินไป

ทั้งนี้ การขับรถในเส้นทางออฟโรดสามารถใช้แรงดันลมยางได้ต่ำกว่า 20psi แต่ต้องลดความเร็วลงเหลือไม่เกิน 25 กม./ชม. หรือน้อยกว่าเมื่อยางมีความสามารถในการบรรทุกเพียงพอ

แต่คุณควรท่องจำให้ขึ้นใจเสมอว่าต้องเติมลมยางรถให้กลับมาอยู่ในค่าแรงดันที่ถูกต้องทันทีเมื่อกลับไปขับบนถนนปกติ เนื่องจากการที่ไม่ได้เติมลมยางให้อยู่ภายในค่าแรงดันปกติเมื่อขับขี่บนทางหลวงจะส่งผลต่อการควบคุมรถที่แย่ลง และยังทำอันตรายต่อโครงสร้างทั้งหมดอีกต่างหาก หรืออาจถึงขั้นยางระเบิดจนเกิดอุบัติเหตุตามมา

คุณสามารถค่าแรงดันลมยางที่เหมาะสมกับยางรถยนต์ของคุณได้บนป้ายรถที่อยู่ด้านในประตูคนขับ และในคู่มือสำหรับเจ้าของรถ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะระบุไว้ทั้ง PSI, BAR, หรือแม้แต่ kPa ในรถบางคัน ทั้งนี้ หากยางรถของคุณมีขนาดเท่ากันกับยางเดิมติดรถก็ให้เติมลมยางตามค่าแรงดันลมยางที่ระบุไว้บนป้ายได้เลย

ยาง BFGOODRICH ที่เหมาะกับ การขับขี่ออนโรดและออฟโรด

ที่สุดแห่งยาง M/T, A/T และยางอื่นๆ ที่เหมาะกับการขับขี่บนถนนและทางออฟโรด

มั่นใจและเลือกใช้ยาง BFGoodrich สำหรับรถกระบะและเอสยูวีออฟโรดของคุณ

นอกจากการเติมแรงดันลมยางที่เหมาะสมกับยางรถยนต์จะช่วยให้คุณขับขี่ได้ปลอดภัยแล้ว การเลือกใช้ยางสำหรับรถยนต์นั่ง รถครอสโอเวอร์ รวมไปถึงรถกระบะและเอสยูวี 4x4 ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี จะทำให้คุณสัมผัสประสบการณ์ในการขับขี่ทั้งในถนนปกติและทางออฟโรดได้มั่นใจทุกเส้นทาง โดย BFGoodrich มียางรถยนต์ที่น่าสนใจดังนี้

  • BFGoodrich All-Terrain T/A KO3 ยาง A/T ผู้มาสืบทอดตำนานยางออลเทอเรน โดดเด่นด้านการขับบนถนนปกติ ระยะเบรกสั้นลง เกาะถนนมั่นใจ แถมการลุยทางออฟโรดยังถูกอัปเกรดให้ทำได้ดียิ่งกว่าเดิม 

  • BFGoodrich All-Terrain T/A KO2 หนึ่งในยาง A/T รุ่นยอดนิยมของคนไทย จัดเต็มเรื่องการลุยทางปกติและทางออฟโรด ดอกยางแข็งแกร่ง ใช้ได้ยาวนาน และให้ประสิทธิภาพในการขับขี่และการลุยป่าได้ดี 

  • BFGoodrich Mud-Terrain T/A KM3 ยางออฟโรดแบบ M/T ที่เปลี่ยนให้การลุยป่าเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย ไม่ว่าจะปีนก้อนหิน ลงหล่มโคลน หรือตะกุยเนินทราย ก็ทำได้มั่นใจในทุกสภาพอากาศ  

  • BFGoodrich G-Force Phenom T/A ควบคุมรถได้เฉียบคมและมั่นใจทั้งในทางตรงและทางโค้ง ด้วยยางที่ออกแบบมาเพื่อรถเก๋งหรือรถสมรรถนะสูง เพื่อสัมผัสถึงความสนุกได้ในทุกเส้นทาง 

  • BFGoodrich Trail-Terrain T/A ตอบโจทย์การขับขี่บนถนนปกติทั้งทางเปียกและแห้งได้มั่นใจยิ่งขึ้น แต่ได้ภาพลักษณ์สุดเท่แถมดุดันไม่แพ้ยาง A/T เพื่อให้ได้ความมั่นใจและปลอดภัยทุกเส้นทาง 

  • BFGoodrich Advantage Touring ยางนุ่มเงียบให้ความสบายสำหรับรถเก๋ง ครอสโอเวอร์ และเอสยูวี ที่ยึดเกาะถนนได้ดีทุกสภาพอากาศ และให้การบังคับควบคุมได้ดั่งใจ

เนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับขี่และดูแลรักษารถกระบะหรือเอสยูวี 4X4