ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD (All-Wheel Drive) คืออะไร?
ระบบขับเคลื่อน AWD หรือ All-Wheel Drive เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและเสถียรภาพในการขับขี่ โดยเฉพาะในสภาพถนนที่ลื่นหรือเปียกชื้น ระบบนี้ทำงานอย่างไร และมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เราจะมาดูไปพร้อมกัน
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD ทำงานอย่างไร
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD (All-Wheel Drive) คือระบบที่ออกแบบมาเพื่อส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อทั้งสี่ล้อของรถยนต์อย่างต่อเนื่อง หรือส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ล้อเมื่อระบบตรวจพบว่าล้อใดล้อหนึ่งหรือหลายล้อเริ่มสูญเสียการยึดเกาะถนน
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD มีข้อดีและข้อด้อยอย่างไร
ระบบขับเคลื่อนแบบ AWD (All-Wheel Drive) มอบความสามารถในการขับขี่ที่หลากหลายและมั่นใจยิ่งขึ้น แต่ก็มาพร้อมกับข้อจำกัดบางประการเช่นกัน นี่คือข้อดีและข้อด้อยของระบบขับสี่แบบ AWD
ข้อดีของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD
ยึดเกาะถนนดีขึ้น: ข้อได้เปรียบอย่างแรกของระบบ AWD ก็คือการส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่เพื่อช่วยเพิ่มแรงฉุดลาก (Traction) อย่างมาก โดยเฉพาะบนพื้นผิวที่ลื่น เช่น ถนนเปียก หิมะ น้ำแข็ง โคลน หรือกรวด ทำให้รถออกตัวได้ดีขึ้น เร่งแซงได้อย่างมั่นใจ และควบคุมรถในสภาพถนนที่ท้าทายได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคย
เสถียรภาพและการควบคุมที่มั่นคง: ระบบขับสี่ AWD จะกระจายกำลังไปยังล้อทั้งสี่ จึงช่วยลดโอกาสที่ล้อใดล้อหนึ่งจะหมุนฟรี ทำให้รถมีความสมดุลและควบคุมได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะเข้าโค้งหรือเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพถนนอย่างกะทันหัน
ความสามารถในการขับขี่บนทางออฟโรดทั่วไป: รถยนต์ที่ใช้ระบบ AWD บางรุ่นมีความสามารถในการขับขี่บนทางลูกรังหรือทางดินที่ไม่สมบุกสมบันมากนักได้ดีกว่ารถยนต์ขับเคลื่อนสองล้อ เนื่องจากมีแรงฉุดลากที่มากกว่า
ความรู้สึกมั่นใจในการขับขี่: ผู้ขับขี่หลายคนรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้นเมื่อขับขี่รถยนต์ที่มีระบบ AWD โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น ในวันที่ฝนตกหนัก หรือออกไปตั้งแคมป์บนพื้นที่ป่าตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ
ข้อด้อยของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD
ราคารถยนต์ที่สูงกว่า: โดยทั่วไปแล้ว รถยนต์ที่มีระบบ AWD มักมีราคาแพงกว่ารถที่ใช้ระบบขับเคลื่อนสองล้อ เช่น FWD (Frontl-Wheel Drive) ที่ขับเคลื่อนล้อหน้า หรือ RWD (Rear-Wheel Drive) ที่ขับเคลื่อนล้อหลัง เนื่องจากมีชิ้นส่วนและระบบที่ซับซ้อนกว่า
น้ำหนักรถยนต์มากกว่า: ระบบ AWD มีส่วนประกอบกว่าระบบขับเคลื่อนสองล้ออื่นๆ เช่น เพลาขับกลาง เฟืองท้ายกลาง และระบบควบคุมต่างๆ ซึ่งทำให้น้ำหนักโดยรวมของรถยนต์เพิ่มขึ้น โดยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้อาจส่งผลต่ออัตราเร่งและความคล่องตัวของรถเล็กน้อย
สิ้นเปลืองน้ำมันกว่า: เนื่องจากมีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวมากขึ้นและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น รถยนต์ AWD มักจะมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงสูงกว่ารถยนต์ขับเคลื่อนสองล้อในรุ่นและเครื่องยนต์เดียวกัน
มีค่าบำรุงรักษามากกว่า: เนื่องจากระบบ AWD มีชิ้นส่วนที่ซับซ้อน ทำให้เจ้าของรถมีแนวโน้มที่ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษาที่มากกว่าในระยะยาว รวมถึงอาจมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่สูงกว่าหากเกิดความเสียหายกับชิ้นส่วนต่างๆ อีกด้วย
อาจไม่ได้เหมาะกับการใช้งานในทุกสถานการณ์: สำหรับผู้ที่ขับขี่ส่วนใหญ่ใช้รถบนถนนลาดยางในสภาพอากาศปกติ คุณอาจไม่ได้ข้อดีของระบบ AWD ได้มากนัก และอาจไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งในตอนซื้อรถและการบำรุงรักษาในระยะยาว

รถรุ่นไหนบ้างที่จำหน่ายในไทยและติดตั้งระบบ AWD มาให้
ในประเทศไทยมีรถยนต์หลายรุ่นที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนแบบ AWD (All-Wheel Drive) มาให้จากโรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์ประเภท SUV (Sport Utility Vehicle) และรถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่น รวมถึงรถยนต์หรูบางยี่ห้อ โดยเราจะพาคุณไปดูตัวอย่างรถยนต์ที่ติดตั้งระบบ AWD ในไทย เฉพาะรถเครื่องยนต์สันดาปเท่านั้น เพราะรถ EV มีจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ด้านหน้าและหลังในการส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่
Honda: CR-V (บางรุ่นย่อย)
Nissan: X-Trail (บางรุ่นย่อย)
Mazda: CX-5 (บางรุ่นย่อย), CX-8 (บางรุ่นย่อย), CX-30 (บางรุ่นย่อย)
Subaru: Forester, XV, Outback, WRX
Mitsubishi: Outlander PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle), Pajero Sport (Super Select 4WD II ซึ่งมีโหมด AWD)
BMW: X Series (X1, X2, X3, X4, X5, X6, X7) - ส่วนใหญ่เป็นระบบ xDrive ซึ่งเป็น AWD ของ BMW
Mercedes-Benz: GLC, GLE, GLS - ส่วนใหญ่เป็นระบบ 4MATIC ซึ่งเป็น AWD ของ Mercedes-Benz
Audi: Q Series (Q3, Q5, Q7, Q8) - ส่วนใหญ่เป็นระบบ quattro ซึ่งเป็น AWD ของ Audi
Volvo: XC Series (XC40 Recharge, XC60, XC90) - ส่วนใหญ่เป็นระบบ AWD
Porsche: Cayenne, Macan (บางรุ่นย่อย)
Land Rover/Range Rover: ทุกรุ่นส่วนใหญ่มาพร้อมระบบ AWD
ระบบขับเคลื่อน 4WD (Four-Wheel Drive) คืออะไร?
ระบบขับเคลื่อน 4WD หรือ Four-Wheel Drive เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่ในสภาพถนนที่ท้าทาย ขรุขระ และเต็มไปด้วยอุปสรรคที่รถยนต์ทั่วไปไม่สามารถแล่นผ่านไปได้ โดยมักพบในรถกระบะหรือรถ SUV ขนาดใหญ่ ระบบนี้มีหลักการทำงานอย่างไร และมีข้อดีหรือข้อเสียอะไรบ้าง
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD ทำงานอย่างไร
ระบบขับเคลื่อนแบบ 4WD (Four-Wheel Drive) เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อทั้งสี่ล้อของรถยนต์ โดยเน้นไปที่การเพิ่มแรงบิดและความสามารถในการขับขี่บนสภาพถนนที่สมบุกสมบันหรือมีความท้าทายสูง เช่น ทางออฟโรด โคลน ทราย หรือหิมะ ระบบ 4WD แตกต่างจาก AWD ตรงที่โดยทั่วไปแล้ว ระบบ 4WD มักจะมี
Transfer Case ที่มีเกียร์ทดรอบ (Low Range): นี่คือคุณสมบัติหลักที่ทำให้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ 4WD แตกต่างจากระบบ AWD โดยเกียร์ทดรอบจะช่วยเพิ่มแรงบิดที่ล้ออย่างมาก ทำให้รถสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่ำแต่มีกำลังสูง เหมาะสำหรับการปีนป่ายอุปสรรคหรือการลากจูงในสภาพพื้นที่ออฟโรด เช่น โคลน เนินทราย หรือก้อนหินใหญ่ๆ ได้เป็นอย่างดี การล็อกเพลา
(Differential Lock): รถยนต์ 4WD หลายรุ่นสามารถล็อกเฟืองท้ายกลาง (Center Differential) หรือเฟืองท้ายล้อ (Axle Differential) ได้ เพื่อบังคับให้ล้อที่เพลาเดียวกันหมุนด้วยความเร็วที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยให้รถยังคงมีแรงขับเคลื่อนได้แม้ว่าล้อบางล้อจะลอยอยู่หรือสูญเสียการยึดเกาะ
ระบบ Part-Time หรือ Full-Time:
Part-Time 4WD: ผู้ขับขี่ต้องเลือกเปิดใช้งานระบบเกียร์โฟวิลด้วยตัวเองเมื่อต้องการใช้งานบนสภาพถนนที่ท้าทาย และควรปิดเมื่อกลับมาขับขี่บนถนนปกติ เพื่อป้องกันความเสียหายต่อระบบขับเคลื่อน
Full-Time 4WD: ระบบจะส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ล้อตลอดเวลา แต่จะมีกลไก (เช่น เฟืองท้ายกลาง) ที่ช่วยให้ล้อหมุนด้วยความเร็วที่แตกต่างกันได้เมื่อเลี้ยว ซึ่งคล้ายกับระบบ AWD แต่ส่วนใหญ่มักจะมีเกียร์ทดรอบมาให้ด้วย

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD มีข้อดีและข้อด้อยอย่างไร
อย่างที่ได้เกริ่นไปบ้างแล้วว่าระบบขับเคลื่อนแบบ 4WD (Four-Wheel Drive) ช่วยให้ขับขี่ในสภาพเส้นทางออฟโรดที่หลากหลายได้มั่นใจ แต่อย่างไรก็ดี ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อนี้ก็ยังมามีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยต่อจากนี้นี่คือข้อดีและข้อด้อยของระบบขับสี่แบบ 4WD
ข้อดีของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD
สมรรถนะการขับขี่บนทางออฟโรดที่เหนือกว่า: ข้อได้เปรียบที่ชัดเจนที่สุดของระบบ 4WD คงหนีไม่พ้นความสามารถในการส่งกำลังไปยังล้อทั้งสี่ล้อ พร้อมทั้งมีเกียร์ทดรอบ (Low Range) ทำให้รถยนต์ 4WD สามารถปีนป่ายเนินเขาที่สูงชัน ลุยบ่อโคลน เนินทราย หรือหินก้อนใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ารถยนต์ขับเคลื่อนสองล้อหรือขับสี่แบบ AWD
แรงบิดและกำลังฉุดลากที่สูงขึ้น: เกียร์ทดรอบในระบบ 4WD จะช่วยเพิ่มแรงบิดที่ส่งไปยังล้อ ทำให้รถมีกำลังฉุดลากที่มากขึ้น เหมาะสำหรับการลากจูงสิ่งของที่มีน้ำหนักมาก หรือการเคลื่อนที่ผ่านอุปสรรคที่ต้องการกำลังสูง
ความสามารถในการเอาตัวรอดในสถานการณ์ที่ยากลำบาก: เมื่อล้อบางล้อสูญเสียการยึดเกาะบนพื้นผิวที่ลื่น โดยเฉพาะจังหวะที่มีล้อใดล้อหนึ่งลอยขึ้นจากพื้นระหว่างกำลังลุยทางออฟโรด ระบบ 4WD ที่มีระบบล็อกเฟืองท้าย จะสามารถส่งกำลังไปยังล้อที่ยังมีการยึดเกาะอยู่ ทำให้รถยนต์สามารถเคลื่อนที่ต่อไปได้
ความทนทานและความแข็งแกร่งของระบบขับเคลื่อน: โดยทั่วไปแล้ว ระบบ 4WD มักจะถูกออกแบบมาให้มีความทนทานและแข็งแกร่ง เพื่อรองรับการใช้งานหนักบนสภาพถนนที่สมบุกสมบัน
มั่นใจในการขับขี่ในสภาพอากาศที่เลวร้าย: เมื่อขับขี่รถ 4WD บนถนนที่ลื่นเนื่องจากมีฝนตกหนัก หิมะตก หรือน้ำแข็ง ระบบ 4WD จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพและการควบคุม ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น
ข้อด้อยของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD
ราคารถยนต์แพงกว่า: รถยนต์ที่ติดตั้งระบบ 4WD มักจะมีราคาสูงกว่ารุ่นที่ขับเคลื่อนสองล้อ (2WD) ในรุ่นและระดับเดียวกัน เนื่องจากระบบมีความซับซ้อนและมีชิ้นส่วนเพิ่มเติม
น้ำหนักรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น: ระบบ 4WD มีส่วนประกอบต่างๆ เช่น เฟืองท้ายกลาง เพลาขับเพิ่มเติม และชุดเกียร์ทดรอบ ซึ่งทำให้น้ำหนักโดยรวมของรถยนต์เพิ่มขึ้น โดยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้อาจส่งผลต่ออัตราเร่งและความคล่องตัวในการขับขี่บนถนนปกติเล็กน้อย
ใช้น้ำมันมากขึ้น: เนื่องจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและแรงเสียดทานที่มากขึ้นในระบบขับเคลื่อน รถยนต์ 4WD มักจะมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันสูงกว่ารถยนต์ 2WD ในรุ่นและเครื่องยนต์เดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานในโหมด 4WD
ค่าบำรุงรักษาที่สูงกว่า: ระบบ 4WD มีชิ้นส่วนที่ซับซ้อนกว่า ซึ่งอาจหมายถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่สูงขึ้นในระยะยาว รวมถึงอาจมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่สูงกว่าหากเกิดความเสียหาย
ความเหมาะสมในการใช้งานบนถนนปกติ: ระบบ 4WD แบบ Part-time (ซึ่งเป็นระบบ 4WD ทั่วไป) ไม่สามารถใช้เกียร์ตำแหน่ง 4H บนถนนลาดยางที่แห้งด้วยความเร็วสูงเป็นเวลานานได้ เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเครียดและความเสียหายต่อระบบขับเคลื่อน และอาจส่งผลต่อการควบคุมรถที่แย่ลงกว่าการขับขี่ด้วยโหมด 2H ที่ส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง
ความรู้สึกในการขับขี่บนถนนปกติ: รถยนต์ 4WD บางรุ่นอาจให้ความรู้สึกในการขับขี่บนถนนลาดยางที่ไม่คล่องแคล่วเท่ารถยนต์ 2WD เนื่องจากระบบขับเคลื่อนที่ซับซ้อนกว่าและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
เสียงดังและการสั่นสะเทือน: ในบางครั้ง โดยเฉพาะเมื่อใช้งานในโหมด 4WD หรือในรถยนต์รุ่นเก่า ระบบขับเคลื่อน 4WD อาจก่อให้เกิดเสียงดังหรือการสั่นสะเทือนที่มากกว่าระบบขับเคลื่อนแบบอื่น

รถรุ่นไหนบ้างที่จำหน่ายในไทยและติดตั้งระบบ 4WD มาให้
ในประเทศไทยมีรถยนต์หลายรุ่นที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD) มาให้จากโรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์ประเภทกระบะและ SUV ที่เน้นสมรรถนะการขับขี่แบบออฟโรด เพื่อไม่เสียเวลาเรามาดูไปพร้อมกันว่าคุณสามารถเลือกใช้รถ 4WD คันไหนได้บ้าง
รถกระบะที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD
Toyota: Hilux Revo (ในบางรุ่นย่อย เช่น GR Sport 4x4, Rocco, และรุ่นขับสี่อื่นๆ)
Isuzu: D-Max V-Cross และรุ่น 4x4 อื่นๆ
Mitsubishi: Triton (ในรุ่น 4x4) และ Pajero Sport (ซึ่งมีระบบ Super Select 4WD II ที่มีโหมด 4WD)
Ford: Ranger (ในรุ่น Wildtrak และ Raptor)
Nissan: Navara (ในรุ่น 4WD เช่น PRO-4X)
MG: Extender (ในรุ่น 4WD)
รถเอสยูวีที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4WD
Toyota: Fortuner (ในบางรุ่นย่อย)
Isuzu: MU-X (ในบางรุ่นย่อย)
Mitsubishi: Pajero Sport (ซึ่งมีระบบ Super Select 4WD II ที่มีโหมด 4WD)
Ford: Everest (ในบางรุ่นย่อย)
Nissan: Terra (ในรุ่น 4WD)
Jeep: Wrangler, Gladiator
Land Rover/Range Rover: (ส่วนใหญ่ทุกรุ่น)
วิธีดูแลรักษาระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ AWD กับ 4WD ให้ทนทานใช้งานได้นานขึ้น
การดูแลรักษาระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ทั้งแบบ AWD และ 4WD ให้ทนทานและใช้งานได้นานขึ้น เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้รถยนต์ของคุณพร้อมสำหรับการใช้งานในทุกสภาพถนน ต่อไปนี้เป็นวิธีการดูแลรักษาระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่คุณสามารถนำไปปฏิบัติตามได้
ตรวจสอบและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น
น้ำมันหล่อลื่นในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เช่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย และน้ำมันทรานสเฟอร์ ควรได้รับการตรวจสอบระดับและคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ
เปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นตามระยะเวลาที่กำหนดในคู่มือรถยนต์ เพื่อป้องกันการสึกหรอของชิ้นส่วนภายใน
ตรวจเช็กสภาพยาง
ตรวจสอบความดันลมยางให้เหมาะสม และสม่ำเสมอ เพื่อการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้สมบูรณ์
ตรวจสอบสภาพยางอย่างสม่ำเสมอ การสึกหรอของยางที่ไม่เท่ากัน อาจทำให้ระบบขับเคลื่อนเสียหาย
การหล่อลื่นชิ้นส่วน
ชิ้นส่วนต่างๆ ในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เช่น เพลาขับและข้อต่อ ควรได้รับการหล่อลื่นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการเสียดสีและการสึกหรอ
ตรวจสอบยางกันฝุ่นเพลาขับให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เสมอ
ใช้งานระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออย่างสม่ำเสมอ
แม้ว่าคุณจะไม่ได้ขับขี่ในสภาพถนนที่ต้องการระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ก็ควรเปิดใช้งานระบบบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อให้ชิ้นส่วนต่างๆ ได้ทำงานและช่วยให้สารหล่อลื่นได้ทำหน้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดขัด
เพื่อรักษาสภาพของระบบให้พร้อมใช้งาน ควรมีการใช้งานระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือตามคำแนะนำในคู่มือผู้ใช้รถยนต์
ตรวจสอบและบำรุงรักษาตามระยะทาง
ปฏิบัติตามตารางการบำรุงรักษาที่กำหนดในคู่มือรถยนต์อย่างเคร่งครัด
ตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตามระยะทางที่กำหนด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
หลีกเลี่ยงการใช้งานที่ไม่เหมาะสม
หลีกเลี่ยงการขับขี่ในสภาพถนนที่รุนแรงเกินกว่าความสามารถของรถยนต์
หลีกเลี่ยงการออกตัวอย่างรุนแรง หรือการเบรกกะทันหัน ซึ่งอาจทำให้ระบบขับเคลื่อนเสียหายได้
ตรวจสอบโดยช่างผู้ชำนาญ
หากพบอาการผิดปกติใดๆ ในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ควรรีบนำรถยนต์เข้าตรวจสอบโดยช่างผู้ชำนาญ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น
ยาง BFGOODRICH ออกแบบมาสำหรับใช้ในรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ AWD และ 4WD
ยางรถยนต์ถือเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขับขี่รถยนต์ที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ AWD หรือ 4WD สามารถขับขี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกสภาพเส้นทาง วันนี้ BFGOODRICH จึงอยากนำเสนอยางรถออฟโรดรวมถึงยางที่ใช้ได้หลากหลายวัตถุประสงค์ให้คุณมีข้อมูลพร้อมสำหรับการเปลี่ยนยางครั้งถัดไป

ยาง A/T BFGOODRICH KO3 สุดยอดยางออลเทอร์เรนที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถอันหลากหลาย
BFGOODRICH ALL-TERRAIN T/A KO3 คือยางออลเทอร์เรนรุ่นล่าสุดที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จอันยาวนานของตระกูล KO และได้สืบทอดต่อมาจากยาง BFGOODRICH ALL-TERRAIN T/A KO2 รุ่นก่อน ซึ่งขึ้นชื่อในด้านความแข็งแกร่งและความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย KO3 จึงถูกออกแบบมาให้เป็นยาง A/T ที่ยอดเยี่ยมรอบด้าน โดยมีข้อดีที่โดดเด่นดังนี้
สมรรถนะออฟโรดที่เหนือกว่า: ด้วยลายดอกยางที่ aggressive และได้รับการออกแบบใหม่ให้มีบล็อกดอกยางที่แข็งแรงและมีช่องว่างที่เหมาะสม ทำให้ KO3 สามารถตะกุยบนพื้นผิวที่ท้าทาย เช่น โคลน ทราย กรวด และหิน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การยึดเกาะบนถนนเปียกที่ดีเยี่ยม: KO3 ได้รับการปรับปรุงในส่วนของส่วนผสมเนื้อยางและลายดอกยาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรีดน้ำและลดความเสี่ยงต่อการเหินน้ำ ทำให้มั่นใจในการขับขี่บนถนนเปียก
ความทนทานที่แข็งแกร่ง: เช่นเดียวกับยางในตระกูล KO ยาง KO3 ถูกสร้างมาให้มีความทนทานต่อการบาด ตำ และการสึกหรอจากการใช้งานบนสภาพถนนที่หลากหลาย รวมถึงการใช้งานแบบออฟโรดแบบจริงจัง
อายุการใช้งานที่ยาวนาน: ด้วยการออกแบบโครงสร้างยางและการกระจายแรงกดที่เหมาะสม ทำให้ KO3 มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน คุ้มค่าต่อการซื้อมาเพื่อใช้งานในระยะยาว
เสียงรบกวนที่ลดลง: แม้จะเป็นยาง A/T ที่เน้นสมรรถนะออฟโรด แต่ KO3 ได้รับการพัฒนาให้สามารถลดเสียงรบกวนบนถนนลาดยางและทางคอนกรีตได้เงียบขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับยาง A/T บางรุ่น ทำให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันมีความสะดวกสบายมากยิ่งกว่าเดิม
รูปลักษณ์ที่ดุดันและโดดเด่น: ลายดอกยางและแก้มยางที่ออกแบบมาอย่างมีสไตล์ ช่วยเสริมให้รถกระบะ 4X4 หรือเอสยูวี 4WD ดูมีความแข็งแกร่งและพร้อมลุยในทุกสถานการณ์
ความมั่นใจในการขับขี่ทุกสภาพถนน: ด้วยความสามารถที่สมดุลทั้งบนทางเรียบและทางลุย ทำให้ KO3 เป็นยางที่มอบความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาพถนนและทุกการผจญภัย
สำหรับสายออฟโรดที่สนใจยาง A/T อย่าง BFGOODRICH KO3 ปัจจุบันมีจำหน่ายอยู่ 4 ขนาดด้วยกัน ได้แก่ยาง A/T ไซส์ 15, 16, 17, และ 18 นิ้ว โดยขนาดอื่นๆ จะทยอยตามมาในอนาคต

ยาง M/T BFGOODRICH KM3 ที่สุดแห่งยางลุยทางออฟโรดสุดโหดสำหรับกระบะและเอสยูวี 4X4
BFGOODRICH KM3 คือหนึ่งในยาง M/T ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สุดแห่งยางสำหรับลุยทางออฟโรดสุดโหด สำหรับรถกระบะและ SUV 4x4 อย่างแท้จริง ด้วยการออกแบบและเทคโนโลยีที่มุ่งเน้นไปที่สมรรถนะสูงสุดบนสภาพพื้นผิวที่ท้าทายที่สุด ทำให้ KM3 มีข้อดีที่โดดเด่นดังนี้
สมรรถนะการยึดเกาะบนโคลนและหินที่เหนือชั้น: ด้วยลายดอกยาง MUD TERRAIN T/A® KM3 ที่มีบล็อกดอกยางขนาดใหญ่และช่องว่างที่กว้างเป็นพิเศษ รวมถึงเทคโนโลยี Terrain-Attack® Tread Design ทำให้ KM3 สามารถตะกุยและสลัดโคลน หิน ดินหล่ม และสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ความแข็งแกร่งและทนทานเป็นพิเศษ: KM3 ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี CoreGard Max Technology™ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในสนามแข่งออฟโรด ซึ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานให้กับแก้มยางถึง 27% ทำให้ทนทานต่อการบาด ตำ และการฉีกขาดจากการใช้งานบนสภาพทางที่สมบุกสมบัน
การยึดเกาะบนหินและพื้นผิวเรียบลื่น: ด้วยเทคโนโลยี Krawl-TEK™ Compound ในส่วนผสมเนื้อยาง ทำให้ KM3 มีการยึดเกาะที่ดีเยี่ยมบนหินและพื้นผิวที่เรียบลื่น ช่วยให้การปีนป่ายและการควบคุมรถบนอุปสรรคทำได้อย่างมั่นใจ
ความทนทานต่อการเจาะทะลุ: โครงสร้างยางที่แข็งแกร่งและชั้นป้องกันเพิ่มเติมช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกเจาะทะลุจากวัสดุหรือของมีคมที่พบเจอบนเส้นทางออฟโรด
รูปลักษณ์ที่ดุดันและพร้อมลุย: ลายดอกยางที่ aggressive และการออกแบบแก้มยางที่แข็งแกร่ง ทำให้ KM3 เสริมให้รถของคุณดูโดดเด่นและบ่งบอกถึงสมรรถนะที่พร้อมสำหรับการผจญภัยอย่างแท้จริง
ความมั่นใจในการควบคุมบนทุกสภาพผิวออฟโรด: KM3 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการปีนป่าย การลงเนิน หรือการขับขี่บนพื้นผิวที่ไม่มั่นคง
สำหรับใครเป็นนักขับรถออฟโรดมืออาชีพที่สนใจยาง M/T อย่าง BFGOODRICH MUD-TERRAIN T/A KM3 ปัจจุบันมีจำหน่ายอยู่ 5 ขนาดด้วยกัน ได้แก่ยาง M/T ไซส์ 15, 16, 17, 18, และ 20 นิ้ว
ยาง BFGOODRICH TRAIL TERRAIN หนึ่งในยางสุดแกร่งที่เหมาะสำหรับการขับบนถนนปกติและทางออฟโรดทั่วไป
BFGOODRICH TRAIL-TERRAIN T/A เป็นยางที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ขับขี่ที่ต้องการความสมดุลระหว่างสมรรถนะบนถนนปกติและความสามารถในการลุยทางออฟโรดที่ไม่หนักหน่วงมากนัก ด้วยคุณสมบัติที่หลากหลาย จึงทำให้ยางรุ่นนี้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับรถยนต์ SUV, ครอสโอเวอร์ และรถกระบะบางประเภท โดยยาง TRAIL-TERRAIN มีข้อดีที่โดดเด่นดังนี้
ความสามารถในการขับขี่บนถนนปกติที่ดี: ยาง BFGOODRICH TRAIL-TERRAIN T/A ได้รับการออกแบบให้สร้างเสียงรบกวนต่ำขณะวิ่ง และมอบความสะดวกสบายในการขับขี่บนถนนหลวงทั่วไป ทำให้การเดินทางในชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างราบรื่น
สมรรถนะที่มั่นใจบนทางออฟโรดทั่วไป: ด้วยลายดอกยางที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้ยางรุ่นนี้สามารถให้การยึดเกาะที่ดีบนทางลูกรัง ดิน หรือกรวด ช่วยให้คุณสามารถผจญภัยบนเส้นทางที่ไม่เรียบได้มั่นใจยิ่งขึ้น
ความทนทานที่แข็งแกร่ง: ยาง BFGOODRICH ขึ้นชื่อในเรื่องความทนทาน และ TRAIL-TERRAIN T/A ก็เช่นกัน ถูกสร้างมาให้ทนทานต่อการบาด ตำ และการสึกหรอจากการใช้งานในสภาพถนนที่หลากหลาย
อายุการใช้งานที่ยาวนาน: ด้วยการออกแบบโครงสร้างยางและการกระจายแรงกดที่เหมาะสม ช่วยให้ยางสึกหรออย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้อายุการใช้งานยาวนาน คุ้มค่าต่อการลงทุน
รูปลักษณ์ที่ลงตัว: ยางรุ่นนี้มีลายดอกยางที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งแต่ยังคงความสวยงาม เหมาะสำหรับรถยนต์หลากหลายสไตล์
ความมั่นใจในทุกฤดูกาล: หลายรุ่นของ BFGOODRICH TRAIL-TERRAIN T/A ได้รับการออกแบบให้มีสมรรถนะที่ดีในทุกสภาพอากาศ รวมถึงบนถนนเปียกและในสภาพอากาศที่เย็น
สำหรับใครกำลังมองหายางทรงเท่ดุดัน แต่ใช้งานทางเรียบดี รวมถึงยังลุยทางฝุ่นได้แบบเบาๆ ยาง BFGOODRICH TRAIL-TERRAIN ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีจำหน่ายอยู่ 7 ขนาดด้วยกัน ได้แก่ยาง M/T ไซส์ 15, 16, 17, 18, 19, 20, และ 22 นิ้ว





