BFGoodrich เข้าใจดีถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไกล จึงอยากชวนคุณมาตรวจเช็คสภาพรถในทุกจุดสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถคู่ใจของคุณจะพร้อมลุยในทุกสภาพเส้นทางและพาคุณไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย
5 จุดสำคัญที่คุณต้องเช็ครถเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนขับรถทางไกล
ถ้าเราจะบอกให้คุณไปเดินวนๆ รอบรถกระบะ 4X4 สายลุยของคุณ แล้วให้หาเองว่าจุดไหนบ้างที่ต้องตรวจเช็คบ้าง คงเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวและทำเอาเสียเวลาไม่มากก็น้อย BFGoodrich จึงอยากลดขั้นตอนที่ชวนปวดหัวเหล่านั้น ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครก็สามารถตรวจสอบความพร้อมของรถได้ด้วยตัวเอง
1. ตรวจสอบยางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ ห้ามละเลยโดยเด็ดขาด
ยางรถยนต์คือจุดเชื่อมต่อเพียงจุดเดียวระหว่างรถของคุณกับพื้นถนน ดังนั้นการตรวจสอบสภาพของยางอย่างละเอียดก่อนออกเดินทางไกลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะปัญหาที่เกิดจากยางอาจนำไปสู่เหตุไม่คาดฝันที่อันตรายได้ รวมถึงเป็นสาเหตุให้ยางเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนดอีกด้วย
• แรงดันลมยาง
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าแรงดันลมยางอยู่ในระดับที่ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้ ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะระบุไว้ที่ข้างประตูรถฝั่งคนขับหรือในคู่มือรถ แรงดันลมยางที่เหมาะสมจะช่วยให้ยางมีการยึดเกาะถนนที่ดีขึ้น ช่วยประหยัดน้ำมัน และลดการสึกหรอที่ไม่จำเป็นของยาง
อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการนำรถกระบะหรือเอสยูวี 4WD/AWD ไปลุยทางออฟโรด ก็ควรปรับระดับแรงดันลมยางให้เหมาะกับสภาพเส้นทาง และอย่าลืมเติมลมยางให้กลับมาสู่ระดับปกติทันทีเมื่อกลับมาวิ่งใช้งานบนถนนปกติทุกครั้ง
• สภาพดอกยาง
ลองดูว่าความลึกของดอกยางว่ายังมีความลึกเพียงพอสำหรับการใช้งานหรือไม่ โดยทั่วไปดอกยางไม่ควรต่ำกว่า 1.6 มิลลิเมตร และควรสังเกตการสึกหรอของดอกยางว่าสึกหรอสม่ำเสมออย่างที่ควรจะเป็นหรือเปล่า หากพบการสึกหรอผิดปกติเช่นการสึกแบบฟันเลื่อยหรือสึกเป็นบั้ง ควรนำรถไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เช่นที่ศูนย์บริการยางรถยนต์และช่วงล่างครบวงจรอย่าง TYREPLUS
• รอยฉีกขาดหรือบวม
สังเกตรอบๆ ยางรถยนต์ หรือยาง A/T สุดแกร่งของคุณว่ามีรอยฉีกขาด รอยบาด หรือมีอาการบวมที่แก้มยางหรือไม่ หากพบอาการผิดปกติเหล่านี้ควรรีบเปลี่ยนยางทันที เพราะอาจเป็นสาเหตุของยางระเบิดขณะขับขี่ได้ แม้ว่ายางที่ใช้อยู่จะเป็นยางสำหรับการขับขี่ในเส้นทางออฟโรดก็ตาม
2. เช็คของเหลวต่างๆ ภายในห้องเครื่องยนต์ให้พร้อมก่อนเดินทางไกล
ของเหลวต่างๆ เปรียบเสมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงรถยนต์ให้แล่นไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง การตรวจสอบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและอยู่ในสภาพดีอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เครื่องยนต์และระบบต่างๆ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาขณะเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางในเมืองหรือขณะบุกตะลุยทางดินโคลนและปีนป่ายก้อนหินในป่าใหญ่
• น้ำมันเครื่อง
ทำหน้าที่หล่อลื่นและระบายความร้อนให้แก่ชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ โดยการใช้ก้านวัดน้ำมันเครื่อง และควรเปลี่ยนถ่ายเมื่อถึงระยะที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ ซึ่งโดยทั่วไปคือทุกๆ 10,000 กิโลเมตร หรือทุก 6-12 เดือนอยู่เสมอ ทั้งนี้คุณสามารถดูให้แน่ใจจากในคู่มือประจำรถได้เช่นเดียวกัน
• น้ำในหม้อน้ำและระบบหล่อเย็น
น้ำในหม้อน้ำมีบทบาทสำคัญในการช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ควรตรวจสอบระดับน้ำในหม้อพักน้ำให้อยู่ในระดับที่พอดี (ระหว่าง Min และ Max) หากพบว่าน้ำพร่องบ่อยๆ อาจเกิดจากการรั่วซึมในระบบ ควรนำรถไปให้ช่างตรวจสอบ เพื่อป้องกันปัญหาหม้อน้ำรั่วซึมที่อาจทำให้เครื่องยนต์มีปัญหาได้ในระยะยาว
• น้ำมันเกียร์
ทำหน้าที่หล่อลื่นและระบายความร้อนในระบบเกียร์ ควรตรวจสอบระดับและสภาพของน้ำมันเกียร์ตามคำแนะนำในคู่มือรถ เพราะน้ำมันเกียร์ที่อยู่ในสภาพดีจะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างนุ่มนวลและยืดอายุการใช้งานของเกียร์ โดยปกติแล้วจะเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะที่ระบุไว้ในคู่มือของรถแต่ละคัน อย่างไรก็ดี เจ้าของรถบางท่านก็เลือกที่จะเปลี่ยนทุกๆ 40,000-50,000 กิโลเมตร เพื่อถนอมเกียร์ให้ใช้ได้นานๆ
• น้ำยาฉีดกระจก
แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์โดยตรง แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ควรเติมให้เต็มอยู่เสมอเพื่อใช้ทำความสะอาดคราบสกปรกบนกระจกหน้ารถ ช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ชัดเจน โดยเฉพาะเวลาที่คุณเดินทางไปลุยในเส้นทางออฟโรด ก็ควรที่จะเติมให้เต็มอยู่เสมอเพื่อไว้ใช้ชะล้างคราบฝุ่นโคลนที่มาจากการขับขี่

3. สังเกตระบบเบรกที่ช่วยให้ขับขี่ปลอดภัยระหว่างเดินทางไกลให้พร้อมใช้งาน
ระบบเบรกคือหัวใจสำคัญของความปลอดภัยในการขับขี่ เพราะเป็นระบบเดียวที่ช่วยหยุดรถของคุณได้อย่างทันท่วงทีในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะในระหว่างขับขี่บนถนนหลวง หรือหยุดรถบนเนินชันในป่าใหญ่ การตรวจสอบระบบเบรกให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามก่อนออกเดินทางไกล
• ผ้าเบรก
ตรวจสอบความหนาของผ้าเบรกว่ายังเหลือเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่ หากผ้าเบรกบางเกินไปจะทำให้ประสิทธิภาพในการเบรกลดลง และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อจานเบรกได้
• จานเบรก
สังเกตดูว่าจานเบรกมีร่องลึกหรือมีรอยไหม้จากการใช้งานหนักหรือไม่ หากมีรอยสึกหรอมากเกินไปหรือมีคราบสกปรกสะสมอาจส่งผลให้การเบรกไม่ราบรื่น และประสิทธิภาพการเบรกลดลง
• น้ำมันเบรก
ตรวจสอบระดับน้ำมันเบรกในกระปุกพักว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่ หากระดับน้ำมันลดลงต่ำกว่าปกติอาจเป็นสัญญาณของการรั่วซึมในระบบเบรก และควรสังเกตสีของน้ำมันเบรกว่ายังใสอยู่หรือไม่ หากมีสีคล้ำขึ้นแสดงว่าควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกได้แล้ว
4. คงไม่ดีแน่ถ้าลืมเช็คความพร้อมของระบบไฟฟ้าและไฟส่องสว่าง
ระบบไฟฟ้าและไฟส่องสว่างคือส่วนสำคัญที่ช่วยให้คุณมองเห็นและทำให้ผู้อื่นมองเห็นรถของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับขี่ตอนกลางคืน หรือในสภาพอากาศที่ทัศนวิสัยไม่ดี การตรวจสอบให้มั่นใจว่าระบบเหล่านี้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้อย่างมาก
• แบตเตอรี่
ตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่ว่าไม่มีคราบเกลือหรือคราบสกปรกบริเวณขั้วแบตเตอรี่ หากพบควรทำความสะอาดออกให้หมด นอกจากนี้ หากแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานนานเกิน 2 ปี ควรพิจารณาเปลี่ยนใหม่ เพื่อป้องกันปัญหาแบตเตอรี่หมดระหว่างทาง
• ไฟส่องสว่าง
ตรวจสอบว่าไฟทุกดวงทำงานปกติหรือไม่ โดยไล่เช็คตั้งแต่ ไฟหน้า (ไฟสูง-ไฟต่ำ), ไฟท้าย, ไฟเบรก, ไฟเลี้ยว, ไฟฉุกเฉิน และไฟตัดหมอก (ถ้ามี) การที่ไฟดวงใดดวงหนึ่งไม่ติด อาจทำให้รถคันอื่นไม่สามารถสังเกตเห็นรถของคุณได้ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุตามมา
• ที่ปัดน้ำฝน
ตรวจสอบสภาพยางปัดน้ำฝนว่ายังอยู่ในสภาพดีหรือไม่ หากยางแข็งหรือฉีกขาดควรเปลี่ยนใหม่ทันที เพื่อให้สามารถปัดทำความสะอาดกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเจอกับฝน ฝุ่นละออง หรือแม้แต่คราบโคลน
• แตร
ทดสอบการทำงานของแตรว่ายังดังปกติหรือไม่ เพราะแตรเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการสื่อสารกับผู้ขับขี่รถคันอื่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน ยิ่งเวลาขับขี่บนเส้นทางภูเขาที่มีโค้งคดเคี้ยวเป็นจำนวนมาก ยิ่งต้องใช้เสียงแตรในการเตือนผู้ที่ขับขี่รถมาทางฝั่งตรงข้าม

5. เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินให้พร้อมเสมอสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
การขับขี่อย่างระมัดระวังเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การมีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถไว้จะช่วยให้คุณสามารถแก้ไขสถานการณ์เบื้องต้นได้อย่างปลอดภัยและทันท่วงที
• ยางอะไหล่และอุปกรณ์เปลี่ยนยาง
ตรวจสอบให้แน่ใจว่ายางอะไหล่มีแรงดันลมที่เหมาะสมและอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ควรมีแม่แรงและประแจขันล้อติดรถไว้เสมอ และควรฝึกซ้อมการเปลี่ยนยางด้วยตัวเอง เพื่อให้สามารถเปลี่ยนยางได้ในกรณีฉุกเฉิน
• ชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น
ควรมีชุดปฐมพยาบาลติดรถไว้เสมอเพื่อใช้ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บเล็กน้อยระหว่างการเดินทาง
• สายพ่วงแบตเตอรี่
การมีสายพ่วงแบตเตอรี่ติดรถจะช่วยให้คุณสามารถพ่วงแบตเตอรี่จากรถคันอื่นได้ในกรณีที่แบตเตอรี่ของคุณหมด
• ไฟฉาย และป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง
หากรถเสียในเวลากลางคืน ไฟฉายจะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบรถได้ และป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสงจะช่วยเตือนรถคันอื่นให้ระมัดระวัง และช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนได้
• ถังน้ำมันฉุกเฉิน
หากคุณเป็นสายออฟโรดตัวจริงที่ชอบเข้าไปลุยป่าฝ่าดง การมีถังน้ำมันสำรองคือสิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ในทุกทริป ดังนั้นก่อนจะขับรถเข้าป่าทุกครั้งก็ควรเติมน้ำมันสำรองให้เต็มถังเผื่อไว้ใช้ในกรณีน้ำมันหมดฉุกเฉิน
• อุปกรณ์อื่นๆ
อาจรวมถึง ชุดซ่อมยางฉุกเฉิน, ถังดับเพลิงขนาดเล็ก, และผ้าห่ม เพื่อไว้ใช้ในระหว่างที่ต้องรอการช่วยเหลือหรือกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
เคล็ดลับสำหรับสายเดินทางไกลและสายลุยทางออฟโรด
ไม่ว่าจะขับรถเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนไปบนเส้นทางที่เรียบเนียน หรือบุกตะลุยไปในเส้นทางธรรมชาติแบบออฟโรด ก็ล้วนต้องการการเตรียมความพร้อมของรถที่แตกต่างกัน เพื่อให้ทุกการเดินทางของคุณราบรื่น ปลอดภัย และเต็มไปด้วยความสนุกสนาน นี่คือคำแนะนำในการเตรียมรถสำหรับสองสไตล์การขับขี่ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สำหรับสายลุยพิชิตเส้นทางออฟโรด (Off-Road)
BFGoodrich รู้ถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของผู้ชื่นชอบการขับรถกระบะหรือเอสยูวี 4WD ไปลุยเส้นทางป่าเขาตามสถานที่ธรรมชาติต่างๆ เป็นอย่างดี จึงได้เตรียมเคล็ดลับที่ชาวออฟโรดควรรู้ไว้ก่อนจะเริ่มออกรถไปยังปลายทางสุดท้าทาย
ควรเลือกใช้ยาง All-Terrain (A/T) สำหรับเส้นทางปกติหรือทางออฟโรดที่ไม่ได้โหดมากนัก หรือเลือกใช้ยาง Mud-Terrain (M/T) สำหรับเส้นทางโคลน มีก้อนหินใหญ่ หรือพื้นที่ที่มีอุปสรรคสุดโหดรออยู่ นั่นก็เพราะว่ายางเหล่านี้จะมีดอกยางที่หนาและร่องลึกกว่า เพื่อการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม
ปล่อยลมยางให้อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มหน้าสัมผัสของยาง ทำให้ตะกุยผ่านทรายหรือโคลนได้ดีขึ้น แต่อย่าลืมเตรียมที่สูบลมไฟฟ้าเพื่อเติมลมกลับเมื่อกลับสู่ถนนปกติ
ยางอะไหล่ที่ติดไปกับรถต้องมีสภาพสมบูรณ์เต็มร้อยและเป็นยางประเภทเดียวกันกับที่ใช้งาน
ตรวจสอบดูว่าการทำงานของระบบขับเคลื่อน 4H และ 4L ทำงานได้ปกติหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ 4WD พังในระหว่างที่ต้องลุยฝ่าอุปสรรคบนเส้นทางออฟโรด
เป็นไปได้ก็ควรติดตั้งแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถ (Skid Plate) เพื่อป้องกันห้องเครื่อง อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเกียร์ จากการกระแทกกับหินหรือตอไม้
สำหรับสายออฟโรดที่ต้องลุยไปเส้นทางโหดกว่าปกติ อาจติดตั้งวินช์ไฟฟ้าที่ใช้ในการดึงรถออกจากหลุมบ่อหรืออุปสรรคด้วยตัวเอง รวมถึงอย่าลืมเชือกลาก แม่แรง และพลั่วไว้สำหรับใช้ยามฉุกเฉินด้วย
สำหรับสายเดินทางไกลบนถนนปกติ (On-Road)
หากคุณอยากให้การขับรถเดินทางไกลเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย และปลอดภัยแม้ในตอนที่ต้องใช้ความเร็วสูงในบางสถานการณ์ ลองทำตามสิ่งที่ BFGoodrich จะบอกต่อไปนี้เพื่อรับความมั่นใจสูงสุดเวลาขับขี่รถไปบนท้องถนนกับครอบครัวที่คุณรัก
ยางประเภท Highway Terrain (HT) เหมาะที่สุดสำหรับการเดินทางบนถนนเรียบ เพราะให้ความนุ่มนวล เสียงเงียบ และประหยัดน้ำมัน
ลองฟังเสียงช่วงล่างขณะขับขี่ หากมีเสียงดังกุกกัก หรือเสียงแปลกๆ ที่ดังมาจากระบบช่วงล่าง คุณก็ควรนำรถเข้าตรวจเช็คก่อนเดินทางไกล
เตรียมที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ, Power Bank และติดตั้งที่วางโทรศัพท์สำหรับใช้ระบบนำทาง เผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินที่รถไม่สามารถใช้เครื่องยนต์ได้ตามปกติ
ยาง BFGOODRICH ที่เหมาะกับ การขับขี่ออนโรดและออฟโรด
ขับขี่เดินทางทั้งใกล้และไกลอย่างมั่นใจไปกับยางรถยนต์สุดแกร่งจาก BFGoodrich
การเดินทางที่ปลอดภัยเริ่มต้นจากการเตรียมพร้อมที่สมบูรณ์แบบ และส่วนที่สำคัญที่สุดคือการเลือกยางที่เหมาะสมกับรถและสไตล์การขับขี่ของคุณ BFGoodrich เข้าใจถึงความต้องการที่หลากหลายของผู้ขับขี่ จึงพัฒนายางที่มาพร้อมกับสมรรถนะที่โดดเด่นในแต่ละด้าน เพื่อให้คุณมั่นใจในทุกการเดินทาง โดยเริ่มจากยางรถกระบะและเอสยูวีในกลุ่ม off-road และ all-terrain ดังนี้
BFGoodrich ไม่เพียงแต่เชี่ยวชาญในเรื่องยางสำหรับรถที่เน้นลุยเส้นทางออฟโรดเท่านั้น แต่ยังรู้ว่าผู้ที่ใช้รถเก๋ง รถครอสโอเวอร์ หรือรถกระบะที่เน้นการขับขี่บนถนนปกติในสภาพเส้นทางแห้งหรือเปียกเป็นหลัก กำลังมองหายางรถยนต์แบบไหนที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานอยู่ โดยมียางรุ่นที่น่าสนใจดังนี้
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม การเลือกยาง BFGoodrich คือการลงทุนในความมั่นใจและความปลอดภัยที่ยั่งยืน เพราะคุณจะได้ยางที่ถูกออกแบบมาเพื่อความแข็งแกร่งและพร้อมที่จะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่เชื่อถือได้ในทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง หรือการผจญภัยในเส้นทางที่ท้าทาย







