แรลลี่ดาการ์คือการแข่งขันที่พิสูจน์ว่ารถที่ดีเยี่ยมจะต้องทำงานร่วมกับนักขับและผู้นำทางที่มีทักษะขั้นสูง เพื่อพิชิตเส้นทางที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นทะเลทรายที่กว้างใหญ่ เนินทรายที่สูงชัน หรือเส้นทางที่อันตราย ทุกๆ ปี เหล่าผู้กล้าจากทั่วทุกมุมโลกจึงหลั่งไหลมาร่วมรายการนี้ เพื่อพิสูจน์ตัวเองและสร้างตำนานบทใหม่ เพื่อไม่ให้เสียเวลา BFGoodrich จะพาคุณไปรู้จัก Dakar Rally ให้มากขึ้นผ่านบทความนี้
แรลลี่ดาการ์คืออะไร และทำไมถึงได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวออฟโรด
Thierry Sabine คือชายชาวฝรั่งเศสผู้เป็นทั้งนักแข่งรถและคนให้กำเนิดการแข่งขัน Dakar Rally อันมีที่มาจากการที่เขาได้หลงทางในทะเลทรายลิเบียระหว่างการแข่งขันแรลลี่ Abidjan-Nice ในปี 1977 ซึ่งหลังจากที่รอดชีวิตมาได้ Sabine ก็เริ่มจัดงานครั้งแรกขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 1978 ภายใต้ชื่อ Paris-Dakar Rally การแข่งขันครั้งนั้นเริ่มต้นจากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มุ่งหน้าสู่กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล ครอบคลุมระยะทางกว่า 10,000 กิโลเมตร มีนักผจญภัยเข้าร่วม 170 คน แต่มีเพียง 74 คันเท่านั้นที่สามารถฝ่าฟันความท้าทายเข้าสู่เส้นชัยได้
การแข่งขันแรลลี่ดาการ์มีกฎอย่างไร
โดยหลักการแล้ว กฎของการแข่งขันแรลลี่ดาการ์จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กฎด้านการแข่งขัน และ กฎด้านเทคนิคของรถ ซึ่งในแต่ละปีจะมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยแตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้วมีสาระสำคัญดังนี้
1. กฎด้านการแข่งขัน
รูปแบบการแข่งขัน
การแข่งขันจะแบ่งออกเป็นหลายสเตจ (Stage) ในแต่ละวัน โดยนักแข่งต้องขับรถจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสิ้นสุดของสเตจตามเส้นทางที่กำหนดในเส้นทางพิเศษ (Special Stage) และขับรถต่อไปยังจุดพักในเส้นทางเชื่อมต่อ (Liaison Stage) เพื่อพักผ่อนและเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันในวันถัดไป
การนำทาง
นักแข่งจะได้รับเส้นทางจากอุปกรณ์นำทางและแผนที่ที่เรียกว่า โรดบุ๊ก (Roadbook) ซึ่งจะได้รับก่อนเริ่มการแข่งขันในแต่ละวัน และห้ามใช้ GPS หรือระบบนำทางอื่นๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งความสามารถในการอ่านและทำความเข้าใจโรดบุ๊กจึงเป็นทักษะสำคัญที่ตัดสินแพ้ชนะได้เลย
การแพ้ชนะ
ผู้ชนะคือผู้ที่ใช้เวลาโดยรวมตลอดการแข่งขันน้อยที่สุด โดยมีการคำนวณเวลาที่ใช้ในการแข่งขันในแต่ละสเตจ และมีการบวกเพิ่มเวลาในกรณีที่ทำผิดกฎ เช่น ขับรถเร็วเกินกำหนดในบางพื้นที่ หรือทำผิดกฎจราจร
ทีมเซอร์วิส
ผู้เข้าร่วมการแข่งขันจะได้รับการช่วยเหลือจากทีมเซอร์วิสในการซ่อมแซมรถที่จุดพักในตอนกลางคืน แต่ในบางสเตจที่เรียกว่ามาราธอน (Marathon Stage) จะไม่อนุญาตให้ทีมเซอร์วิสเข้าช่วยเหลือ และนักแข่งจะต้องซ่อมรถด้วยตัวเอง

2. กฎด้านเทคนิคของรถ
ประเภทรถ
การแข่งขัน Dakar Rally เปิดรับยานยนต์หลากหลายประเภทเข้าร่วมการแข่ง ได้แก่ รถยนต์, รถมอเตอร์ไซค์, รถบรรทุก และรถควอด โดยแต่ละประเภทจะถูกแบ่งย่อยตามกฎของสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (FIA) และสหพันธ์รถจักรยานยนต์นานาชาติ (FIM) ดังนี้
รถยนต์ แบ่งออกเป็นหลายคลาส รวมถึง T1 (Prototype Cross-Country Cars) เช่น รถต้นแบบอย่าง Ford Raptor T1+ และ T2 (Series Production Cars) สำหรับรถที่ใช้แข่งยังต้องคงใช้ชิ้นส่วนจากรถยนต์ที่มีการผลิตขายจริง เช่น Toyota Land Cruiser นอกจากนี้ยังมีคลาส Dakar Future ที่ถูกจัดตั้งขึ้นสำหรับยานยนต์ที่ใช้พลังงานทางเลือกโดยเฉพาะ เช่น HySE-X2
รถบรรทุก ถือว่าเป็นหนึ่งยานพาหนะที่ดูแล้วดุดันแถมเปี่ยมด้วยพลังอย่างมาก โดยในกลุ่มนี้จะมีรถที่น่าสนใจอย่าง Iveco Powerstar, Kamaz และอื่นๆ ร่วมการแข่งขัน
รถมอเตอร์ไซค์และรถควอด จะถูกแบ่งตามความจุเครื่องยนต์และประเภทของเชื้อเพลิง เช่น มอเตอร์ไซค์อย่าง KTM 450 Rally Factory รวมถึงรถที่ใช้พลังงานไม่ใช่น้ำมันฟอสซิลด้วย
ความปลอดภัย
รถแข่งที่เข้าร่วมรายการแรลลี่ดาการ์ทุกคันจะถูกติดตั้งโครงสร้างนิรภัยที่แข็งแรง (Roll Cage) ซึ่งทำจากเหล็กกล้าชนิดพิเศษเพื่อปกป้องนักแข่งหากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง นอกจากนี้ยังมีเข็มขัดนิรภัยแบบ 6 จุด และเบาะนั่งแบบ Bucket Seat ที่ถูกออกแบบมาเพื่อโอบกระชับร่างกายของนักแข่ง เพื่อลดแรงกระแทกและแรงสั่นสะเทือนขณะขับขี่บนพื้นผิวที่ไม่เรียบอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีระบบดับเพลิงอัตโนมัติในกรณีที่เกิดไฟไหม้ และระบบ GPS ฉุกเฉินที่สามารถส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังทีมผู้จัดการแข่งขันได้ในทันทีที่เกิดเหตุ เพื่อให้ทีมกู้ภัยสามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้คือมาตรการที่ทำให้แรลลี่ดาการ์ยังคงเป็นรายการแข่งขันที่ท้าทายแต่ก็ปลอดภัยสำหรับผู้เข้าร่วมทุกคน
การปรับแต่งรถ
การปรับแต่งรถแข่งในทะเลทรายจะเน้นไปที่ความสมดุลระหว่างความแข็งแกร่งและสมรรถนะ โดยทีมช่างจะทำการปรับแต่งระบบช่วงล่างให้มีระยะยุบตัวที่สูงเป็นพิเศษเพื่อรองรับการกระโดดและการกระแทกที่รุนแรง อีกทั้งตัวถังรถยังทำจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง เพื่อลดน้ำหนักรวมของรถและเพิ่มความคล่องตัว
นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบระบายความร้อนประสิทธิภาพสูงเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์โอเวอร์ฮีตในสภาพอากาศที่ร้อนจัด และมีการติดตั้งถังน้ำมันขนาดใหญ่เพื่อให้นักแข่งสามารถขับได้เป็นระยะทางไกลโดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมันบ่อยครั้ง ทั้งหมดนี้คือการปรับแต่งที่ทำให้นักแข่งสามารถพิชิตเส้นทางสุดโหดของแรลลี่ดาการ์ได้สำเร็จ
น้ำหนักรถ
รถที่เบากว่าจะได้เปรียบในเรื่องของความคล่องตัวและความเร็ว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความแข็งแกร่งและทนทานพอที่จะรับมือกับสภาพเส้นทางที่โหดร้ายได้ ดังนั้นผู้จัดการแข่งขันจึงมีการกำหนดน้ำหนักขั้นต่ำของรถแข่งแต่ละประเภทไว้ดังนี้
รถยนต์ ประเภท T1 (Prototype) ที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุด (เช่น Audi RS Q e-tron) มีน้ำหนักขั้นต่ำที่ประมาณ 2,100 กิโลกรัม ส่วนรถยนต์ประเภท T1+ หรือรถยนต์ออฟโรดที่มีการปรับแต่งสูงอื่นๆ มีน้ำหนักขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 2,010 กิโลกรัม
รถมอเตอร์ไซค์ ที่เข้าร่วมรายการนี้โดยทั่วไปจะมีน้ำหนักประมาณ 140-155 กิโลกรัม (ไม่รวมน้ำมัน) เนื่องจากต้องมีการติดตั้งถังน้ำมันขนาดใหญ่และอุปกรณ์นำทางเพื่อใช้ในการแข่งขันที่ยาวนาน
รถบรรทุก ที่ใช้ในการแข่งขันถือเป็นยานพาหนะที่มีน้ำหนักมากที่สุด โดยมีน้ำหนักรวมอยู่ประมาณ 9,500 กิโลกรัม หรือ 9.5 ตัน ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่มีกำลังมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนไปบนพื้นผิวที่ทุรกันดาร
ยางรถยนต์
ยางที่ใช้ในการแข่งขันจะต้องเป็นยางที่ได้รับการรับรองจากผู้จัดการแข่งขัน และต้องเป็นไปตามข้อกำหนดทางเทคนิค ซึ่งยาง BFGoodrich ก็ถือเป็นหนึ่งในยางที่ได้รับความนิยมจากทีมแข่งจำนวนมาก เพราะประสิทธิภาพในการขับขี่และมีความทนทานสูงต่อทุกสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ
“Stéphane Peterhansel ผู้มีฉายา Monsieur Dakar หรือ สุภาพบุรุษแห่งดาการ์
จากการคว้าแชมป์มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 14 สมัย โดยเป็นแชมป์ในประเภทรถจักรยานยนต์ 6 สมัย และรถยนต์ 8 สมัย”

4 นักแข่งผู้เป็นตำนานของการแข่งแรลลี่ดาการ์มีใครบ้าง
ลำพังแค่ชื่อของการแข่งแรลลี่ดาการ์เพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถทำให้ผู้คนหันมาสนใจได้มากมายขนาดนี้ แต่ยังมีบรรดานักแข่งผู้เป็นตำนานที่ได้สร้างประวัติศาสตร์อันน่าจดจำให้แฟนๆ และผู้คลั่งไคล้ในการขับรถลุยทางออฟโรดสุดโหดได้จดจำ เพื่อไม่ให้เสียเวลา BFGoodrich จะพาคุณไปทำความรู้จักพร้อมๆ กัน
สเตฟาน ปีเตอร์ฮันเซล (Stéphane Peterhansel)
ปีเตอร์ฮันเซล ชายที่มีฉายาว่า "มิสเตอร์ดาการ์" ผู้เป็นเจ้าของสถิติแชมป์ดาการ์มากที่สุดตลอดกาลถึง 14 สมัย โดยแบ่งเป็นแชมป์ในประเภทรถจักรยานยนต์ 6 สมัย และประเภทรถยนต์อีก 8 สมัย ชายคนนี้คือตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของนักแข่งที่ไม่หยุดพัฒนา เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักบิดที่เก่งกาจ ก่อนจะผันตัวมาขับรถออฟโรดและคว้าแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ นี่แสดงให้เห็นถึงทักษะและความสามารถที่หาตัวจับได้ยาก
คาร์ลอส ไซนส์ ซีเนียร์ (Carlos Sainz Sr.)
เอล มาทาดอร์ (El Matador) คือฉายาของ คาร์ลอส ไซนส์ ซีเนียร์ นักแข่งสัญชาติสเปน วัย 61 ปี ที่ได้คว้าแชมป์แรลลี่ดาการ์ 4 สมัย ในประเภทรถยนต์ นี่แสดงให้เห็นถึงฝีมือ ประสบการณ์ และความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ซึ่งการคว้าแชมป์ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2024 ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Audi RS Q e-tron ก็ยังเป็นการตอกย้ำว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น แต่ความทุ่มเทต่างหากที่อยู่ในทุกเบื้องหลังความสำเร็จ
นัสเซอร์ อัล-อัตติยาห์ (Nasser Al-Attiyah)
แชมป์ดาการ์ 5 สมัยในประเภทรถยนต์อย่าง นัสเซอร์ อัล-อัตติยาห์ หรือสมญานาม “ราชานักขับจากกาตาร์” ที่นอกจากจะเป็นนักแข่งแรลลี่ระดับโลกแล้ว เขายังเป็นนักกีฬายิงปืนโอลิมปิกที่คว้าเหรียญทองแดงที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2012 ได้อีกด้วย นั่นทำให้เขาเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านมอเตอร์สปอร์ตและการยิงปืนอย่างไม่ต้องสงสัย
ฮิโรชิ มาสุโอกะ (Hiroshi Masuoka)
นักแข่งชาวญี่ปุ่นคนแรกและคนเดียวที่คว้าแชมป์ดาการ์ได้ถึง 2 สมัยติดต่อกันในปี 2002-2003 อย่าง ฮิโรชิ มาสุโอกะ เขาคือคนที่ขับรถเอสยูวีรุ่นตำนานของโลก Mitsubishi Pajero หรือที่คนเล่นรถออฟโรดเรียกกันว่า "ราชาแห่งทะเลทราย" โดยเขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่ารถอเนกประสงค์ที่แข็งแกร่งคันนี้ เมื่อรวมเป็นหนึ่งเดียวกับนักขับที่มีทักษะและเข้าใจในรถเป็นอย่างดี ก็สามารถคว้าชัยและกลายเป็นผู้ชนะการแข่งแรลลี่ดาการ์ได้ไม่แพ้รถหรือนักแข่งจากชาติตะวันตก
แรลลี่ดาการ์มีการจัดแข่งขันที่ไหนบนโลกบ้าง
แรลลี่ดาการ์เป็นหนึ่งในการแข่งขันที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การแข่งขันได้ย้ายไปจัดในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก จากจุดเริ่มต้นของการแข่งครั้งแรกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 1979 จนมาถึงประเทศซาอุดิอาระเบียตั้งแต่ปี 2020 จวบจนปัจจุบัน
ปีที่แข่งขัน | สถานที่หลักที่จัดการแข่งขัน | จุดเด่นของสนามแข่ง | รายละเอียดที่น่าสนใจ |
1979 - 2008 | ทวีปยุโรปและแอฟริกา (จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส สู่เมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล) | เต็มไปด้วยทะเลทรายที่กว้างใหญ่ในแถบทะเลทรายซาฮารา, พื้นที่ทุรกันดาร, และภูมิประเทศที่หลากหลาย | นี่คือช่วงเวลาที่เป็นตำนานและเป็นจุดเริ่มต้นของแรลลี่ดาการ์ในยุคแรกเริ่ม ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัยอย่างแท้จริง |
2009 - 2019 | ทวีปอเมริกาใต้ (ประเทศอาร์เจนตินา, ชิลี, เปรู, โบลิเวีย และปารากวัย) | เส้นทางที่เต็มไปด้วยหุบเขาที่สูงชัน, ทะเลทรายที่มีเนินทรายสูงใหญ่, และภูมิประเทศที่หลากหลายของเทือกเขาแอนดีส | การย้ายมาจัดในทวีปอเมริกาใต้ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ จากสภาพอากาศและภูมิประเทศที่แตกต่างจากแอฟริกาอย่างสิ้นเชิง |
2020 - ปัจจุบัน | ประเทศซาอุดีอาระเบีย | เต็มไปด้วยทะเลทรายที่กว้างใหญ่, เนินทรายที่ซับซ้อน, และภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหินน้อยใหญ่สุดอันตราย | การย้ายมาจัดในซาอุดีอาระเบียเป็นการกลับสู่รากเหง้าของการแข่งขันแรลลี่ทะเลทรายอีกครั้ง และยังคงเป็นสนามที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดและยากลำบากที่สุดในโลก |
ยาง BFGOODRICH ที่เหมาะกับ การขับขี่ออนโรดและออฟโรด
ยางรถยนต์มีความสำคัญต่อการแข่งแรลลี่ดาการ์มากกว่าที่คุณคิด
ในสังเวียนการแข่งขันที่โหดร้ายอย่างแรลลี่ดาการ์ ยางรถยนต์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบของรถที่ช่วยให้รถแล่นไปข้างหน้าเท่านั้น แต่คือปราการด่านแรกที่ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคและอันตรายที่มองไม่เห็นอยู่ตลอดเวลา และยังเป็นตัวตัดสินว่ารถคันนั้นจะไปถึงเส้นชัยได้สำเร็จหรือไม่
ปัญหาที่ยางรถยนต์ต้องเผชิญในสนามแข่งดาการ์ที่ทั้งร้อนและใช้ความเร็วสูง
ใครที่ติดตามการแข่งขันแรลลี่ดาการ์คงจะพอจำได้ว่า เส้นทางต่างๆ ที่บรรดานักแข่งขับยานพาหนะคู่กายออกไปตะลุยเพื่อมุ่งหน้าสู่เส้นชัยนั้น ล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเนินทราย เศษไม้ ก้อนกรวด หินขนาดใหญ่ ไปจนถึงวัสดุต่างๆ ที่ไม่คาดฝันว่าจะได้เจอเมื่อต้องขับผ่านทะเลทราย และนี่คือ 3 ปัญหาหลักที่ยางมักเจอบ่อยๆ ในระหว่างการแข่งขัน
ยางโดนเศษต่างๆ แทงจนฉีกขาด
บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยหินแหลมคม หรือเศษวัสดุต่างๆ ส่งผลให้ยางรถยนต์ต้องรับมือกับการทิ่มแทงและรอยบาดที่แก้มยางมากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปัญหายางแตกและเสียเวลาในการแข่งขันอย่างมาก
ยางสึกหรออย่างรวดเร็ว
เมื่อใดที่นักแข่งพายานพาหนะประจำตัวขับไปบนพื้นผิวทางที่เต็มไปด้วยความขรุขระอย่างหินกรวดและทราย นั่นทำให้หน้ายางต้องรับแรงเสียดสีมหาศาล ส่งผลให้ดอกยางสึกหรอเร็วกว่าปกติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยางยึดเกาะพื้นผิวทางแย่ลง
ในเส้นทางสุดอันตรายอย่างทะเลทราย มักแวดล้อมไปด้วยเนินทรายสูงต่ำสลับกันไป ในจุดนี้เองที่ทำให้ยางรถยนต์ต้องรับมือกับพื้นผิวที่บ้างก็นุ่ม บ้างก็คาดเดาไม่ได้ ทำให้รถติดหล่มทรายได้ง่ายมาก และในทางที่เต็มไปด้วยหินและก้อนกรวดหลากหลายขนาด เรียกว่าส่งผลโดยตรงต่อการยึดเกาะที่แย่ลง และอาจทำให้รถเสียการควบคุมได้เมื่อขับขี่และหักเลี้ยวด้วยความเร็วสูง

BFGoodrich ยางออฟโรดที่ช่วยในการพิชิตแรลลี่ดาการ์กว่า 100 สนาม
ชัยชนะในการแข่งขันแรลลี่ดาการ์ของ BFGoodrich ไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ แต่มาจากความมุ่งมั่นในการพัฒนายางสำหรับรถยนต์ที่ใช้งานได้จริงบนเส้นทางที่โหดที่สุดในโลก BFGoodrich ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานแรลลี่ดาการ์ด้วยการพิชิตแชมป์มาแล้วกว่า 100 สนามในประเภทต่างๆ และยังคงเป็นยางที่ทีมแข่งชั้นนำของโลกเลือกใช้ ซึ่งเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังชัยชนะของ BFGoodrich ประกอบด้วย
เทคโนโลยี CoreGard: เป็นเทคโนโลยีเฉพาะที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งบริเวณแก้มยาง ทำให้สามารถทนทานต่อการถูกบาดตำจากก้อนหินและของมีคมต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงยางแตกในเส้นทางที่เต็มไปด้วยหิน และแน่นอนว่าเทคโนโลยีมีอยู่ในยาง A/T รุ่นตำนาน อย่าง BFGOODRICH ALL-TERRAIN T/A KO3 ช่วยให้คุณลุยได้อย่างมั่นใจทุกเส้นทาง
โครงสร้างยางแบบ TriGard: โครงสร้างยางแบบ 3 ชั้น ที่ให้ความทนทานและความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ช่วยป้องกันโครงยางจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากแรงกระแทกมหาศาลในการขับขี่บนสภาพถนนที่ขรุขระหรือคาดเดาไม่ได้
ลายดอกยางที่ออกแบบมาเพื่อการตะกุย: ดอกยางของ BFGoodrich ที่ใช้สูตรเนื้อยาง Krawl-Tech Compound ที่อยู่ในยาง M/T สุดแกร่งอย่าง BFGOODRICH MUD-TERRAIN T/A KM3 ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถตะกุยบนพื้นทรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้รถสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้โดยไม่ติดหล่ม และยังช่วยยึดเกาะบนพื้นผิวที่เป็นหินหรือโคลนได้อย่างมั่นคงอีกด้วย
ด้วยความท้าทายเหล่านี้ ทีมแข่งส่วนใหญ่จึงไว้วางใจเลือกใช้ยางที่มีสมรรถนะสูงและทนทานเป็นพิเศษอย่าง BFGoodrich ที่ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเป็นที่สุดแห่งยางออฟโรด โดยได้รับความไว้วางใจจากทีมแข่งแรลลี่ดาการ์ชั้นนำมากมายที่เลือกใช้ยางของ BFGoodrich เพื่อคว้าชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็น Toyota Gazoo Racing, X-Raid Mini, Ford Performance และ Dacia เป็นต้น







