หาซื้อได้จากที่ไหน?

ขับรถขึ้นดอยยังไงให้ปลอดภัย? คู่มือขับรถขึ้นเขาสำหรับมือใหม่และมือโปร

ความสุขของนักเดินทางจะเริ่มต้นตั้งแต่การวางแผนจัดทริปไปล่าทะเลหมอกบนยอดดอยสูง แต่เมื่อถึงเวลาจริงต้องเผชิญเส้นทางลาดชันยาวสลับโค้งหักศอกรูปตัว S ต่อเนื่องที่อยู่ตรงหน้า หลายคนกลับรู้สึกกังวลใจ ยามขาขึ้นเสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม รอบเครื่องดีดสูง แต่ตัวรถกลับเริ่มหมดแรงส่ง หรือในยามขาลงกลับต้องตื่นตระหนกเมื่อมีกลิ่นเหม็นไหม้โชยออกมาจากซุ้มล้อ

ปัญหาเหล่านี้คือเรื่องจริงที่ผู้ขับขี่รถยนต์ทั่วไป รถกระบะ หรือ SUV มักต้องพบเจอเมื่อขับรถขึ้นดอย การเรียนรู้เทคนิคการควบคุมกำลังรถและระบบเกียร์อย่างถูกต้องจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ จึงไม่ได้ช่วยเพียงแค่ถนอมเครื่องยนต์และระบบเบรกไม่ให้เสียหายเท่านั้น แต่คือหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนความกังวลให้กลายเป็นความมั่นใจ และทำให้ทริปผจญภัยบนภูเขาสูงชันเต็มไปด้วยความปลอดภัยตลอดเส้นทาง หากคุณพร้อมแล้ว BFGoodrich จะพาคุณไปทำความเข้าใจภายในบทความนี้

a7r00432

เจาะลึกวิธีขับรถเกียร์ออโต้ขึ้นเขาและเทคนิคการใช้เกียร์ออโต้ลงเขาอย่างไรไม่ให้เบรกไหม้

ปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นระบบเกียร์อัตโนมัติเนื่องจากความสะดวกสบายในการใช้งาน แต่เมื่อต้องนำมาใช้ในเส้นทางบนภูเขาสูง การปล่อยให้ระบบเกียร์อยู่ในตำแหน่ง D (Drive) เพียงอย่างเดียวอาจสร้างความเสียหายต่อเครื่องยนต์ และอาจนำมาซึ่งอันตรายร้ายแรงหากขาดความเข้าใจในกลไกของเกียร์

เคล็ดลับการคุมเกียร์อัตโนมัติ (AT, CVT, e-CVT) เพื่อดึงแรงบิดตอนไต่ทางชันและสร้าง Engine Brake ตอนลงดอยอย่างมีประสิทธิภาพ

การควบคุมพละกำลังในการขับรถเกียร์ออโต้ขึ้นเขาจำเป็นต้องแยกแยะตามประเภทของระบบเกียร์และรูปแบบขุมพลัง เนื่องจากมีลักษณะการตอบสนองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


  • ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบดั้งเดิม (Torque Converter - AT): มีฟันเฟืองล็อกตำแหน่งชัดเจน ยามไต่เนินชันหากรู้สึกว่ารถเริ่มอืดหรือเกียร์เปลี่ยนสลับไปมาบ่อยครั้ง ให้ตบด้ามเกียร์เข้าสู่โหมด Manual (M หรือ +/-) หรือเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ลงมาที่ D3, 2 หรือ L เพื่อล็อกอัตราทดเกียร์ต่ำไว้ ทำให้เครื่องยนต์มีแรงบิดต่อเนื่อง

  • ระบบเกียร์แปรผันต่อเนื่อง (CVT): ใช้สายพานโลหะแปรผันอัตราทด จังหวะเติมคันเร่งควรใช้น้ำหนักเท้าอย่างนุ่มนวลเป็นสเตป ไม่ควรเหยียบกระชากคันเร่งมิดด้ามในทันทีเพื่อป้องกันสายพานลื่นไถลและความร้อนสะสมสูง โดยปรับมาใช้โหมด S (Sport), Paddle Shift หรือตำแหน่ง L เพื่อรักษาความเร็วรอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในย่านแรงบิดสูงสุด

  • ระบบเกียร์ของรถยนต์ไฮบริด (e-CVT): ขับเคลื่อนประสานกันระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า พละกำลังจะมาแบบฉับไวจากแรงบิดของมอเตอร์ สิ่งที่ต้องระวังคือการบริหารพลังงาน หากไต่เนินยาวจนแบตเตอรี่ไฮบริดหมด กำลังของรถจะลดลงเหลือเพียงกำลังจากเครื่องยนต์สันดาปตัวเล็กเท่านั้น จึงควรขับขี่ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ



เมื่อเข้าใจขาขึ้นแล้ว สิ่งที่อันตรายกว่าคือจังหวะควบคุมเกียร์ออโต้ขณะลงเขา เนื่องจากปัญหาที่พบบ่อยคือการคาเกียร์ D ไว้แล้วเหยียบเบรกแช่ยาวตลอดทางลงดอย ส่งผลให้ผ้าเบรกและจานเบรกเกิดความร้อนสะสมสูงจนเกิดอาการเบรกไหม้ (Brake Fade) หรือเบรกไม่อยู่ในที่สุด

  • เทคนิคการใช้เกียร์ออโต้ลงเขาที่ถูกต้อง: ต้องเปลี่ยนเกียร์ลงสู่เกียร์ต่ำ (ตำแหน่ง L, 2, โหมด M1-M2 หรือโหมด B ในรถยนต์ไฮบริด) ทันที เพื่อบังคับให้รอบเครื่องยนต์ดีดสูงขึ้น การทำเช่นนี้จะเกิดแรงต้านภายในเครื่องยนต์ที่เรียกว่า Engine Brake (แรงหน่วงเครื่องยนต์) คอยฉุดรั้งตัวรถไม่ให้พุ่งลงเขาเร็วเกินไป โดยผู้ขับขี่เพียงแค่คอยเหยียบเบรกหนักๆ สั้นๆ เป็นจังหวะ อย่างการเหยียบแล้วปล่อย เพื่อชะลอความเร็วเข้าโค้ง แทนการเหยียบแช่ลากยาวที่ทำให้เบรกไหม้



ด้านประเภทเครื่องยนต์ เครื่องยนต์เบนซินจะต้องการรอบเครื่องยนต์ที่สูงกว่าเพื่อเค้นแรงบิดในการไต่เนิน ในขณะที่ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ ซึ่งมักอยู่ในรถกระบะและ SUV ขนาดใหญ่ จะมีแรงบิดในรอบต่ำที่ยอดเยี่ยม ทำให้สามารถขับขี่ไต่ความชันได้อย่างทรงพลังโดยไม่จำเป็นต้องใช้รอบเครื่องยนต์ที่สูงจนเกินไป

ตารางสรุปเทคนิคการควบคุมรถเกียร์ออโต้บนทางลาดชัน

ระบบเกียร์และเครื่องยนต์ 

เทคนิคขณะขับขึ้นทางชัน (Uphill) 

เทคนิคขณะขับลงทางชัน (Downhill) 

เกียร์ AT (เครื่องเบนซิน/ดีเซล) 

สลับเข้าโหมด M (+/-) หรือเกียร์ 3, 2, L ล็อกเกียร์ต่ำเพื่อเรียกแรงบิด 

เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ (2 หรือ L) ใช้ Engine Brake ช่วยหน่วง 

เกียร์ CVT (รถเก๋ง / Crossover) 

เติมคันเร่งเป็นจังหวะนุ่มนวล ใช้โหมด S หรือ L รักษาความเร็วรอบ 

ใช้โหมด S, L หรือ Paddle Shift ล็อกตำแหน่งพูลเลย์ต่ำ 

ระบบไฮบริด (e-CVT) 

ขับขี่ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ เพื่อรักษาระดับแบตเตอรี่มอเตอร์ไฟฟ้า 

เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ไปที่โหมด B (Brake) เพื่อเพิ่มแรงหน่วง 

toyota land cruiser

วิธีขับรถขึ้นลงดอยหรือภูเขาสูงชันด้วยเกียร์ธรรมดา (M/T) ให้สมูทไม่มีดับกลางเนิน

สำหรับกลุ่มผู้ใช้รถกระบะ หรือสายลุยออฟโรดดั้งเดิมที่ยังคงใช้งานรถเกียร์ธรรมดา การควบคุมรถบนทางเขาสูงชันต้องอาศัยทักษะการประสานงานระหว่างคลัตช์ คันเร่ง และเกียร์ที่แม่นยำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่รถจะหมดกำลังจนดับกลางเนิน หรือไหลถอยหลังไปกระแทกรถคันอื่น

ทำไมการเลี้ยงคลัตช์และเลือกใช้เกียร์ต่ำให้สัมพันธ์กับความชันของดอยคือเทคนิคการขับรถขึ้นลงเขาที่มีประสิทธิภาพ

หัวใจหลักของการประคองรถเกียร์ธรรมดายามขับรถขึ้นเขา คือการประเมินความชันล่วงหน้าและเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำก่อนที่รถจะหมดแรงส่ง ห้ามรอจนกระทั่งเครื่องยนต์เกิดอาการสั่นกระตุกแล้วค่อยเหยียบคลัตช์เปลี่ยนเกียร์ เพราะจะทำให้รถสูญเสียแรงเฉื่อยทั้งหมดจนหยุดนิ่งอยู่กลางเนินชัน


  • เทคนิคการออกตัวบนทางชัน: หากต้องหยุดรถนิ่งกลางเนินสูงชัน ให้ดึงเบรกมือช่วยล็อกตัวรถไว้ จากนั้นเข้าเกียร์ 1 ค่อยๆ ปล่อยคลัตช์ช้าๆ พร้อมกับเติมคันเร่งเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าหน้ารถเริ่มเชิดขึ้นหรือมีแรงฉุด (จุดคลัตช์จับตัว) ให้กดคันเร่งเพิ่มควบคู่ไปกับการปลดเบรกมือลงอย่างนุ่มนวล รถจะสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างสมูท 

  • วิธีควบคุมเกียร์ในขาลง: ยึดกฎเหล็ก "ขึ้นด้วยเกียร์ไหน ให้ลงด้วยเกียร์นั้น" หากความชันของดอยสูงมาก ควรเลือกใช้เกียร์ 1 หรือเกียร์ 2 เท่านั้น ปล่อยให้แรงหน่วงจากอัตราทดเกียร์ธรรมดาทำหน้าที่ชะลอรถ จังหวะที่ต้องการเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำเพื่อเรียก Engine Brake เพิ่มเติม ควรใช้วิธีเบิ้ลเครื่องยนต์เล็กน้อยในจังหวะเกียร์ว่าง (Rev-Matching) ก่อนปล่อยคลัตช์ เพื่อให้รอบเครื่องยนต์สัมพันธ์กับความเร็วล้อ ช่วยลดอาการหน้ารถทิ่ม ล้อล็อกปัด และถนอมระบบคลัตช์จากการกระชาก 

    อย่างไรก็ตาม ในรถยนต์เกียร์ธรรมดายุคใหม่บางรุ่นที่มีระบบ Auto Rev-Matching หรือ Auto-Blip รวมถึงระบบ iMT (Intelligent Manual Transmission) ที่มีอยู่ในรถยนต์ของ Toyota ระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะจะทำการคำนวณและเบิ้ลรอบเครื่องยนต์ชดเชยให้โดยอัตโนมัติทันทีที่ผู้ขับขี่เหยียบคลัตช์และขยับคันเกียร์ลงต่ำ เพื่อให้รอบเครื่องยนต์แมตช์เข้ากับความเร็วล้อในสเตปถัดไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยเพิ่มความสมูท ปลอดภัยสูงสุด และลดภาระของผู้ขับขี่ทำให้ไม่ต้องพะวงกับการเหยียบคันเร่งเลี้ยงรอบด้วยตัวเองยามขับลงทางชัน 

ตารางสรุปเทคนิคการควบคุมรถเกียร์ธรรมดาบนดอยและภูเขาสูงชัน

สถานการณ์ 

ขั้นตอนปฏิบัติที่ถูกต้อง 

ผลลัพธ์ที่ได้ 

ติดรถหยุดนิ่งกลางเนินชัน 

ใช้เบรกมือช่วยพยุง ปล่อยคลัตช์ถึงจุดจับตัว เติมคันเร่งแล้วปลดเบรกมือ 

รถไม่มีอาการไหลถอยหลัง เครื่องยนต์ไม่ดับ 

กำลังไต่เนินแล้วรถหมดแรง 

ประเมินความชันล่วงหน้า เปลี่ยนเกียร์ลง ต่ำ (เกียร์ 2 หรือ 1) ก่อนเครื่องสั่น 

รถมีแรงส่งต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่งกลางคัน 

ขับลงดอยชันยาว 

ใช้เกียร์ต่ำ (1 หรือ 2) ห้ามเหยียบคลัตช์แช่ หรือใส่เกียร์ว่าง (N) 

เกียร์ช่วยหน่วงความเร็ว ลดภาระผ้าเบรก 

Audi Q6 E-Tron

วิธีขับรถขึ้นลงเขาด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) บริหารพลังงานอย่างไรให้เหลือๆ

ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) มีข้อได้เปรียบอย่างมากในเรื่องของแรงบิดมหาศาลที่ตอบสนองทันทีจากมอเตอร์ไฟฟ้าโดยไม่ต้องรอรอบ ทำให้การขับขี่ขาขึ้นเป็นไปได้อย่างง่ายดายและทรงพลัง แต่อย่างไรก็ตาม น้ำหนักตัวรถที่มากจากแบตเตอรี่ใต้ท้องรถก็เป็นจุดที่ต้องบริหารจัดการระบบหน่วงความเร็วให้ถูกต้อง

เทคนิคการใช้ระบบดึงพลังงานกลับ (Regenerative Braking) ช่วยหน่วงความเร็วตอนลงดอยพร้อมชาร์จไฟกลับเข้าแบตเตอรี่

ความคุ้มค่าของการขับรถยนต์ไฟฟ้าท่องเที่ยวในเส้นทางภูเขาจะอยู่ที่ตอนขาลง เนื่องจากรถ EV มีระบบอัจฉริยะที่เรียกว่า Regenerative Braking (ระบบดึงพลังงานกลับ)


  • การตั้งค่าระบบเพื่อความปลอดภัย: ก่อนขับรถลงจากยอดดอย แนะนำให้ตั้งค่าระบบชาร์จพลังงานกลับให้อยู่ในระดับสูงสุด (High) หรือเปิดใช้งานโหมด One-Pedal ระบบนี้จะเปลี่ยนหน้าที่ของมอเตอร์ไฟฟ้าให้กลายเป็นเจนเนอเรเตอร์ปั่นไฟทันทีที่ยกเท้าออกจากคันเร่ง 

  • ประโยชน์สองเด้ง: แรงต้านเหนี่ยวนำที่เกิดขึ้นจากการปั่นไฟจะสร้างแรงหน่วงมหาศาลคอยชะลอความเร็วของรถไฟฟ้าที่มีน้ำหนักเยอะได้อย่างนุ่มนวล ช่วยป้องกันไม่ให้รถพุ่งเร็วเกินไป ปลอดภัยจากปัญหาเบรกไหม้ และกระแสไฟฟ้าที่ปั่นได้จะถูกส่งกลับเข้าไปประจุในแบตเตอรี่ ทำให้ได้เปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่กลับคืนมาใช้งานแบบฟรีๆ 

ตารางสรุปเทคนิคการบริหารพลังงานและการควบคุมรถ EV บนทางชัน

การขับขี่รถ EV 

ฟังก์ชันที่ควรเปิดใช้งาน 

ประโยชน์ที่ได้รับ 

ช่วงขับไต่ความสูง 

Eco Mode / ขับขี่ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ 

ควบคุมการจ่ายกระแสไฟไม่ให้ร้อนจัด และเซฟแบตเตอรี่ 

ช่วงขับลงทางชัน 

Regenerative Braking ระดับสูงสุด / One-Pedal 

มอเตอร์ช่วยหน่วงความเร็วแทนเบรก พร้อมปั่นไฟคืนเข้าแบตเตอรี่ 

เลือกยาง BFGOODRICH ให้เหมาะกับเส้นทางภูเขาสูงชัน

ไม่ว่าเครื่องยนต์จะทรงพลังหรือระบบเกียร์จะล้ำสมัยเพียงใด สิ่งเดียวที่ทำหน้าที่ยึดโยงตัวรถทั้งคันไว้กับพื้นผิวถนนลาดชันและทางโค้งหักศอกบนภูเขาก็คือ "หน้ายาง" เส้นทางบนภูเขามักเต็มไปด้วยอุปสรรคที่คาดเดาไม่ได้ การเลือกใช้ยางที่มี Traction (แรงยึดเกาะและการตะกุย) ที่เชื่อถือได้จึงเป็นหัวใจสำคัญสูงสุด

BFGOODRICH มีไลน์อัปผลิตภัณฑ์ยางระดับตำนานที่ถูกถ่ายทอดนวัตกรรมมาจากสนามแข่งระดับโลก พร้อมรองรับยานพาหนะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋งซิตี้คาร์ รถสปอร์ตสมรรถนะสูง รถ SUV หรือรถกระบะออฟโรดสายลุย เพื่อให้การขับขี่เข้าโค้งบนขุนเขามีความเสถียรและปลอดภัยสูงสุด

1. BFGOODRICH ADAVANTAGE TOURING (H/T): สำหรับรถเก๋งและรถบ้านเน้นขับนุ่มเงียบเข้าโค้งหนึบบนทางดำ

ยางที่ออกแบบมาสำหรับรถยนต์นั่งทั่วไป รถสปอร์ตซีดาน และคอมแพกต์ SUV ที่เน้นการเดินทางบนทางเรียบเป็นหลัก


  • รุ่นรถที่เหมาะสม: Toyota Yaris Ativ, Honda City, Mazda 2, Honda HR-V, Toyota Corolla Cross และ Mazda CX-30 

  • สมรรถนะบนทางเขา: ดอกยางแบบไม่สมมาตรช่วยควบคุมทิศทางได้อย่างแม่นยำ สูตรเนื้อยางให้แรงยึดเกาะสูงหนึบแน่นในทุกจังหวะที่ต้องสาดโค้งหักศอกบนทางดำ และมีร่องรีดน้ำที่ดีช่วยให้ปลอดภัยแม้เจอสภาวะฝนตกชุกหรือน้ำค้างยามเช้าบนยอดดอย 

2. BFGOODRICH G-FORCE PHENOM T/A: สำหรับรถเก๋งสมรรถนะสูงและรถสปอร์ต สายเข้าโค้งแม่นยำ มั่นใจบนทางดำ

ยางสไตล์ Ultra-High Performance (UHP) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองผู้ขับขี่ที่ต้องการความเร้าใจและการควบคุมที่เด็ดขาดบนถนนทางเรียบ เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ต้องการรีดสมรรถนะสูงสุดในทุกจังหวะการเดินคันเร่ง


  • รุ่นรถที่เหมาะสม: Honda Civic RS / Turbo, Toyota Camry, Honda Accord, BMW 3 Series, Mercedes-Benz C-Class และรถสปอร์ตซีดานสมรรถนะสูง 

  • สมรรถนะบนทางเขา: ยางรุ่นนี้คืออาวุธลับสำหรับการขับรถขึ้นเขาบนถนนลาดยาง ที่มีโค้งซับซ้อน โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยรักษาหน้าสัมผัสของยางให้แนบสนิทกับพื้นผิวถนนในทุกองศาการเลี้ยว มอบแรงยึดเกาะที่หนึบแน่นและทนทานต่อแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางได้อย่างยอดเยี่ยม การตอบสนองของพวงมาลัยมีความเฉียบคมและแม่นยำขั้นสุด ช่วยให้ควบคุมรถผ่านโค้งหักศอกได้อย่างมั่นใจโดยไม่มีอาการหน้าดื้อ (Understeer) พร้อมร่องรีดน้ำขนาดใหญ่ที่ช่วยสยบความลื่นยามเจอแอ่งน้ำขังตามโค้งเขาได้อย่างเด็ดขาด ปลอดภัยสไตล์สปอร์ตอย่างแท้จริง 

3. BFGOODRICH TRAIL-TERRAIN T/A: สำหรับเอสยูวีและกระบะยกสูง สายลุยทางฝุ่นเบาๆ

ยางสำหรับรถยนต์อเนกประสงค์ที่เน้นความนุ่มเงียบบนถนนหลวงในชีวิตประจำวัน แต่พร้อมเปลี่ยนโหมดสลับไปลุยทางธรรมชาติในวันหยุด หรือจะใส่เพื่อไปเดินทางกับคาราวานต่างประเทศ ที่มีจุดหมายปลายทางซึ่งอาจเจอหิมะหรือถนนที่มีความเย็นกว่าปกติ เนื่องจากยางรุ่นนี้รองรับการขับขี่ได้ทุกสภาพอากาศอย่างแท้จริง


  • รุ่นรถที่เหมาะสม: Honda CR-V, Subaru Forester, Toyota Fortuner, Isuzu MU-X และ Ford Everest 

  • สมรรถนะบนทางเขา: โครงสร้างแก้มยางแข็งแกร่งทนทานต่อการบาดตำ มีดีไซน์ไหล่ยางที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะตะกุยบนทางดิน ลูกรัง หรือสนามหญ้าแฉะๆ ยามที่พาสมาชิกในบ้านเดินทางไปกางเต็นท์แคมปิ้ง หลุดพ้นจากอุปสรรคระดับเริ่มต้นได้อย่างมั่นใจ 

4. BFGOODRICH ALL-TERRAIN T/A KO3 (A/T): สำหรับกระบะและ SUV ที่ชอบลุยทางฝุ่นทางหินขึ้นดอย

สุดยอดยาง A/T รุ่นล่าสุดที่เป็นตำนานบทใหม่ของสายลุย ออกแบบมาเพื่อรองรับรถกระบะตัวแกร่งและรถ SUV ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ


  • รุ่นรถที่เหมาะสม: Toyota Hilux Revo / Travo, Isuzu D-Max V-Cross, Ford Ranger Wildtrak และ Mitsubishi Triton Athlete

  • สมรรถนะบนทางเขา: พัฒนาคุณสมบัติ Traction บนทางออฟโรดให้สูงขึ้นไปอีกขั้น โครงสร้างแก้มยางหนาพิเศษด้วยเทคโนโลยี CoreGard ที่ทนทานต่อการถูกเจาะทะลุ เหมาะสำหรับสายแคมปิ้งและชาวโอเวอร์แลนด์ที่ต้องตะลุยทางดินหนังกลับ ทางกรวดหินคม เพื่อเข้าสู่จุดชมวิวทิวทัศน์ที่ยากจะเข้าถึง โดยยางยังคงให้ความนุ่มนวลและเกาะถนนได้ดีเยี่ยมยามวิ่งบนถนนหลวงทางเรียบ

5. BFGOODRICH MUD-TERRAIN T/A KM3 (M/T): สำหรับชาวออฟโรดพันธุ์แท้ที่พร้อมลุยทุกดอยทุรกันดาร

ที่สุดของยางออฟโรดสำหรับผู้ขับขี่สายฮาร์ดคอร์ที่ชื่นชอบการผจญภัยในดินแดนทุรกันดาร ลุยป่าลึกที่ไร้ถนนคอนกรีต


  • รุ่นรถที่เหมาะสม: Ford Ranger Raptor, Jeep Wrangler, Suzuki Jimny และรถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ที่ยกสูงโมดิฟาย

  • สมรรถนะบนทางเขา: โดดเด่นด้วยบล็อกดอกยางแบบ Terrain-Attack ที่มีความหนาและลึกเป็นพิเศษ พร้อมปุ่มระบายโคลน (Mud-Phobic Bars) ที่ช่วยสลัดดินเหนียวออกจากร่องยางได้อย่างรวดเร็ว แก้มยางหนาพิเศษเพิ่มแรงจิกตะกุยด้านข้างยามปล่อยลมยางต่ำ ช่วยให้สามารถขับขี่ผ่านบ่อโคลนร่องลึก แอ่งดินเลน หรือโขดหินลาดชันเพื่อพิชิตยอดดอยทุรกันดารได้อย่างราบรื่น

มือใหม่ที่อยากเริ่มขับรถขึ้นดอยควรเตรียมตัวยังไง

สำหรับมือใหม่ที่อยากเปิดประสบการณ์ขับรถขึ้นดอย การเตรียมความพร้อมของทั้งคนและรถคือสิ่งสำคัญที่สุด เริ่มจากการตรวจเช็กสภาพรถยนต์ให้สมบูรณ์ 100% โดยเฉพาะระบบเบรก หม้อน้ำ แบตเตอรี่ และที่ขาดไม่ได้คือหน้ายางและลมยางที่ต้องอยู่ในสภาพพร้อมรับมือกับเส้นทางลาดชัน นอกจากนี้ แนะนำให้ศึกษาเส้นทางล่วงหน้า และหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงกลางคืนหรือในวันที่มีฝนตกหนักเพื่อลดความเสี่ยงจากทัศนวิสัยที่ย่ำแย่

เมื่อเข้าสู่เส้นทางภูเขา กฎเหล็กของการขับขี่คือการใช้เกียร์ต่ำ เช่น D2, D3, L หรือ B ขึ้นอยู่กับประเภทของเกียร์ ทั้งในจังหวะขึ้นและลงดอย จังหวะไต่ขึ้นให้รักษารอบเครื่องยนต์เพื่อส่งกำลังอย่างต่อเนื่อง ส่วนจังหวะขาลง การใช้เอนจิ้นเบรกจะช่วยชะลอความเร็วของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกแช่ทิ้งไว้ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เบรกไหม้หรือเบรกแตก ที่สำคัญ ควรทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ รักษาตำแหน่งรถให้อยู่ในเลนของตัวเองเสมอ และหลีกเลี่ยงการแซงในทางโค้งที่มองไม่เห็นรถสวนทางอย่างเด็ดขาด

ไม่ว่าจุดหมายปลายทางของยอดดอยในฝันจะสูงชันหรือห่างไกลเพียงใด การเตรียมทักษะการขับขี่ที่ถูกต้องและการเลือกใช้ยางที่มั่นใจได้คือหัวใจสำคัญสูงสุด ก่อนออกเดินทางในทริปต่อไป สามารถแวะเข้ารับบริการตรวจเช็กสภาพยางรถยนต์ สลับยาง ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ หรือขอคำปรึกษาในการเลือกซื้อยาง BFGOODRICH ที่ตรงสเปกรถของคุณได้ที่ TYREPLUS หรือศูนย์บริการและร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ดำเนินการดูแลโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญตัวจริงที่จะช่วยการันตีความปลอดภัย เพื่อให้ทุกโค้งบนขุนเขาเป็นเส้นทางแห่งความสุขของทุกคนในครอบครัว

เนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับขี่และดูแลรักษารถกระบะหรือเอสยูวี 4X4