หาซื้อได้จากที่ไหน?

รวมพิกัดเส้นทางออฟโรดทั่วไทยที่สายลุยห้ามพลาด พร้อมเทคนิคขับขี่ให้ปลอดภัยในทุกอุปสรรค

เส้นทางออฟโรดในเมืองไทยคือจุดหมายปลายทางยอดนิยมของเหล่าคนรักรถกระบะหรือเอสยูวีขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การผจญภัยที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการฝ่าร่องลึก ลุยลำธาร หรือไต่เนินชัน สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ของทางออฟโรดที่ถนนลาดยางทั่วไปให้ไม่ได้ วันนี้ BFGOODRICH จะพาคุณไปเจาะลึกพิกัดทางออฟโรดเที่ยวป่าที่สายลุยห้ามพลาด พร้อมเทคนิคการเตรียมความพร้อมเพื่อให้รถคู่ใจเข้าถึงจุดหมายที่รถทั่วไปเข้าไม่ถึงได้อย่างปลอดภัยและเร้าใจที่สุด

นอกจากการรู้จักพิกัดเส้นทางแล้ว หัวใจสำคัญของการพิชิตทุกอุปสรรคคือการเลือกใช้อุปกรณ์ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ โดยเฉพาะยางรถยนต์ที่เป็นส่วนเดียวที่สัมผัสกับพื้นผิวโลก การติดตั้งยางที่มีโครงสร้างแก้มยางแข็งแกร่งและมีดอกยางที่สามารถสลัดดินโคลนได้ดี จะช่วยเพิ่มแรงตะกุยและลดความเสี่ยงในการติดหล่มกลางป่าลึก ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญกับหินลอยที่แหลมคมหรือดินหนังหมูที่ลื่นไถล การเตรียมตัวที่ดีด้วยยางออฟโรดคุณภาพสูงของ BFGOODRICH ที่ทั่วโลกยอมรับ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนจากความเสี่ยงให้กลายเป็นความสนุกที่มั่นใจได้ในทุกการเดินทาง

แนะนำเส้นทางออฟโรดน่าเที่ยว ไล่ระดับความมันส์จากมือใหม่สู่มือโปร

นับตั้งแต่วินาทีที่คุณเลือกเส้นทางที่ใช่ นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสนุกและความปลอดภัยแล้ว เพราะสภาพภูมิประเทศของไทยมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่ดินหนังหมูที่ลื่นไถลในป่าภาคเหนือ ไปจนถึงลำธารหินในภาคกลาง เพื่อให้คุณไม่หลงไปเจอกับอุปสรรคที่เกินกำลังรถหรือใช้ทักษะการขับขี่ขั้นสูง BFGOODRICH จึงได้รวบรวมเส้นทางออฟโรดยอดนิยมที่สายลุยตัวจริงต้องไปเช็กอิน โดยเราแบ่งระดับความท้าทายตามความยากง่ายของพื้นที่ เพื่อให้คุณเลือกพิกัดที่เหมาะสมกับประสบการณ์หลังพวงมาลัยและสภาพการปรับแต่งของรถคู่ใจได้อย่างแม่นยำที่สุด


เส้นทางเน้นวิวสวยที่รถเดิมโรงงานเข้าได้ สำหรับชาวออฟโรดมือใหม่รวมถึงคนที่เคยลุยมาหลายทริป

เส้นทางกลุ่มนี้เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มขับรถออฟโรดเที่ยวป่า หรือครอบครัวที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปกางเต็นท์ในจุดที่รถเก๋งเข้าไม่ถึง โดยส่วนใหญ่รถขับเคลื่อน 4 ล้อสภาพเดิมจากโรงงานที่ใส่ยาง All-Terrain ดีๆ สักชุดก็สามารถผ่านได้ไม่ยาก

คลองมะเดื่อ จ.นครนายก

  • ระยะทางจากกรุงเทพฯ: ประมาณ 110 กม.

  • ช่วงเวลาที่เหมาะสม: มิถุนายน - มกราคม (ช่วงหน้าฝนน้ำจะเยอะขับสนุก แต่ต้องระมัดระวังน้ำป่า) 

  • รายละเอียด: เส้นทางคลาสสิกที่ต้องขับรถข้ามลำธารตื้นๆ ถึง 3 คลอง เพื่อเข้าไปยังจุดกางเต็นท์ด้านใน ให้ความรู้สึกผจญภัยแบบพอกระษัยแต่ไม่โหดร้ายจนเกินไป เป็นสนามฝึกซ้อมการเลือกไลน์และทดสอบระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ห้วยคอกหมู จ.ราชบุรี

  • ระยะทางจากกรุงเทพฯ: ประมาณ 180 กม.

  • ช่วงเวลาที่เหมาะสม: พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ (เพื่อชมทะเลหมอกและอากาศหนาว)

  • รายละเอียด: จุดชมวิวสุดเขตแดนตะวันตกไทย-พม่า เส้นทางเป็นดินลูกรังชันและมีดินโคลนบ้างตามฤดูกาล ท้าทายด้วยเนินสูงชันที่ต้องใช้กำลังเครื่องยนต์และจังหวะเกียร์ที่ถูกต้อง รางวัลคือวิวหลักล้านและทะเลหมอกที่สวยงามไม่แพ้ภาคเหนือ

ลานกางเต็นท์ UFO จ.นครราชสีมา

  • ระยะทางจากกรุงเทพฯ: ประมาณ 160 กม.

  • ช่วงเวลาที่เหมาะสม: เที่ยวได้ตลอดปี แต่จะสวยที่สุดในช่วงปลายฝนต้นหนาว

  • รายละเอียด: เส้นทางเข้าสู่ลานกางเต็นท์เป็นทางฝุ่นสลับกับเนินขึ้นลงที่ทำให้ช่วงล่างได้ทำงานพอประมาณ เป็นการฝึกขับบนทางไม่เรียบที่สนุกมือ โดยมีจุดหมายเป็นลานกางเต็นท์บนยอดเขาที่มองเห็นวิวเขาใหญ่ได้แบบพาโนรามา

เขากระโจม จ.ราชบุรี

  • ระยะทางจากกรุงเทพฯ: ประมาณ 190 กม.

  • ช่วงเวลาที่เหมาะสม: มิถุนายน - ตุลาคม (สำหรับสายท้าทายลุยโคลนและลำธารน้ำเชี่ยว) หรือ พฤศจิกายน - มกราคม (สำหรับสายชมทะเลหมอกและอากาศหนาวบนยอดเขา)

  • รายละเอียด: เส้นทางไต่ระดับความสูงสู่ยอดเขาชายแดนตะวันตกที่รวมทุกอุปสรรคไว้ในที่เดียว เริ่มต้นด้วยการขับรถลุยลำธารน้ำไหลที่พื้นเป็นหินกลมลื่น ต่อด้วยการไต่เนินชันยาวสลับกับหินลอยขนาดใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเนิน 1000 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความลาดชันสัดส่วนสูง รถที่ไปพิกัดนี้ต้องมีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่สมบูรณ์และยางที่มีแรงตะกุยดีเยี่ยมเพื่อป้องกันการปั่นฟรีบนหินลอย รวมถึงต้องมีทักษะการใช้เกียร์ 4L ที่แม่นยำเพื่อประคองรถผ่านร่องดินลึกและข้ามโขดหินสู่จุดชมวิวสูงสุดที่รถยนต์จะไปถึงได้

a7r01304

เส้นทางสุดโหดสำหรับชาวออฟโรดมือเก๋าที่ปรับแต่งรถแบบจัดเต็ม

หากคุณคือสายลุยเก๋าประสบการณ์ที่เคยผ่านสนามหรือลุยทางออฟโรดมาอย่างโชกโชน และพร้อมจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่วินซ์ต้องทำงาน หรือให้เพื่อนฝูงคอยตะโกนบอกไลน์จนใจเต้นรัว นี่คือพิกัดเส้นทางออฟโรดระดับตำนานที่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมยาง Mud-Terrain ไปให้พร้อม

หุบกาฮัง จ.เพชรบุรี

  • ระยะทางจากกรุงเทพฯ: ประมาณ 180 กม.

  • ช่วงเวลาที่เหมาะสม: กรกฎาคม - ตุลาคม (สำหรับสายปั่นลุยโคลนดินเหนียว) หรือ พฤศจิกายน - มกราคม (สำหรับสายแคมป์ปิ้งรับลมหนาว)

  • รายละเอียด: เส้นทางลับระดับตำนานที่ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาตะนาวศรี เป็นสนามทดสอบสมรรถนะรถและใจของนักขับชั้นยอด พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวแดงที่ขึ้นชื่อเรื่องความ "หนึบและลื่น" ในเวลาเดียวกัน เมื่อฝนตกเส้นทางจะกลายเป็นร่องลึกสลับกับเนินชันที่บีบหัวใจ รถที่พิกัดนี้ต้องเตรียมตัวมาแบบ Full Option ทั้งวินซ์ไฟฟ้าที่พร้อมทำงานหนักและยาง Mud-Terrain ที่มีแรงตะกุยสูง เพราะหากไลน์ผิดเพียงนิดเดียว ร่องดินเหนียวจะดูดล้อรถคุณจนขยับไปไหนไม่ได้ทันที

เขาตาเหมียน จ.ระยอง

  • ระยะทางจากกรุงเทพฯ: ประมาณ 200 กม.

  • ช่วงเวลาที่เหมาะสม: พฤศจิกายน - เมษายน (หลีกเลี่ยงช่วงฝนชุกเพราะทางหินจะลื่นมาก)

  • รายละเอียด: ทางขึ้นยอดเขาที่มีลักษณะเป็นหินลอย และร่องน้ำขนาดเล็กที่เกิดจากการกัดเซาะ ท้าทายทักษะการตัดสินใจเลือกไลน์และการควบคุมพวงมาลัยเพื่อไม่ให้ท้องรถกระแทกหิน เป็นการฝึกไต่ระดับความยากก่อนไปเจอของจริง

ค้นหายาง A/T และ M/T ของ BFGoodrich ในขนาดที่คุณต้องการ
กำลังค้นหายาง
รถของคุณอยู่ใน ใด

ตารางเปรียบเทียบระดับความยากของเส้นทาง

เส้นทางจังหวัดระดับความยาก (1-5)สภาพพื้นผิวหลักอุปกรณ์ที่แนะนำเพิ่ม
คลองมะเดื่อนครนายก2หินกลม / ลำธารสน็อกเกิล (กรณีน้ำลึก)
ห้วยคอกหมูราชบุรี2ดินลูกรัง / โคลนบางส่วนยาง All-Terrain
ลานกางเต็นท์ UFOนครราชีมา3ดินลูกรัง / โคลนบางส่วนยาง All-Terrain
เขากระโจมราชบุรี4ดินหนังหมู / สันเขาแคบ / ลำธารยาง All-Terrain / Mud-Terrain / สน็อกเกิล (กรณีน้ำลึก)
หุบกาฮังเพชรบุรี4ดินหนังหมู / สันเขาแคบ / ลำธารวินซ์ / ยาง Mud-Terrain /สน็อกเกิล (กรณีน้ำลึก)
เขาตาเหมียนระยอง4หินลอย / เนินชันวินซ์ / ยาง All-Terrain / Mud-Terrain

เตรียมรถให้พร้อมก่อนไปออฟโรดเที่ยวป่า มาดูว่าต้องรู้อะไรบ้างเพื่อความปลอดภัย

ความประมาทคือศัตรูตัวฉกาจของการผจญภัย เพราะในพื้นที่ห่างไกลที่สัญญาณโทรศัพท์เข้าไม่ถึง รถยนต์คือสิ่งเดียวที่จะพาคุณไปและกลับอย่างปลอดภัย การขับรถออฟโรดเที่ยวป่าไม่ใช่แค่การขับรถเข้าไปท้าทายธรรมชาติ แต่คือการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ก่อนจะติดเครื่องยนต์ออกเดินทาง คุณต้องตรวจสอบเช็กลิสต์เหล่านี้ให้ละเอียดเหมือนมืออาชีพ

  • ของเหลวและระบบระบายความร้อน: นี่คือหัวใจสำคัญ การปั่นล้อในร่องโคลนหรือการไต่เนินชันด้วยเกียร์ต่ำ ทำให้เครื่องยนต์ทำงานที่รอบสูงแต่รถเคลื่อนที่ช้ามาก ส่งผลให้ไม่มีลมปะทะหน้าหม้อน้ำอย่างเพียงพอ คุณจึงต้องตรวจเช็กระดับน้ำหล่อเย็น พัดลมไฟฟ้า น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ และน้ำมันเฟืองท้ายให้อยู่ในระดับที่สมบูรณ์ที่สุด 

  • ช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยว: ลองนึกภาพลูกหมากคันชักหลุดกลางป่าลึกดู... คงไม่สนุกแน่ ก่อนไปควรนำรถขึ้นฮอยส์เช็กความแน่นของบูชยางต่างๆ ตรวจสอบรอยรั่วของโช้คอัพ และความแข็งแรงของคานแข็งหรือปีกนก รวมถึงขันน็อตช่วงล่างทุกจุดให้แน่นตามค่ามาตรฐาน 

  • ระบบไฟและอุปกรณ์กู้ภัย: ไฟส่องสว่างต้องใช้งานได้ครบทุกดวง รวมถึงไฟสปอร์ตไลท์เสริมสำหรับกรณีต้องเดินทางผ่านป่ามืดสนิท ส่วนอุปกรณ์กู้ภัยห้ามลืมเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเชือกลากจูง, แม่แรงไฮลิฟท์แจ็ค และวินซ์ ที่ต้องทดสอบแล้วว่าสลิงไม่พันกันและมอเตอร์ยังทำงานได้จริง 

  • ยางและแรงดันลมยาง: ตรวจสอบสภาพดอกยางว่ายังลึกพอที่จะสลัดโคลนหรือไม่ และเช็กแก้มยางว่ามีรอยฉีกขาดหรือเปล่า ยางที่ดีอย่าง BFGOODRICH จะช่วยให้คุณมั่นใจได้มากขึ้นเมื่อต้องลดแรงดันลมยางลงเพื่อเพิ่มพื้นที่สัมผัสบนทางนุ่ม 

3 เทคนิคการใช้เกียร์ 4WD และการอ่านไลน์ทาง เพื่อไม่ให้รถติดหล่มกลางป่า

มือโปรออฟโรดไม่ได้ใช้แค่กำลังเครื่องยนต์หรือการกระแทกคันเร่ง แต่เขาใช้สมองและประสบการณ์ในการนำทาง การรู้วิธีจัดการกับพละกำลังของรถให้ลงสู่พื้นดินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดคือหัวใจสำคัญของการพิชิตทุกเส้นทางออฟโรด ซึ่งเราจะมาอธิบายให้คุณได้เข้าใจได้แบบง่ายๆ ดังนี้

1. เลือกใช้เกียร์ให้ถูกจังหวะ

สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการลุยทางออฟโรดอย่างมั่นใจและปลอดภัย หนีไม่พ้นการเลือกใช้เกียร์ของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งนี่คือเคล็ดลับที่เราอยากแนะนำให้คุณทำตาม

  • 4H: เหมาะสำหรับทางลูกรัง ทางฝุ่น หรือถนนที่ลื่นเล็กน้อยแต่ยังใช้ความเร็วได้ (ประมาณ 40-80 กม./ชม.) ระบบนี้จะช่วยเรื่องการทรงตัวและการยึดเกาะถนนที่ดีกว่าระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ 

  • 4L: คืออาวุธหนักสำหรับจัดการกับอุปสรรคจริงจัง เช่น เมื่อเจอทางชันมากๆ ดินโคลนลึก หรือต้องไต่โขดหิน ให้ปรับเป็น 4L ระบบนี้จะเพิ่มแรงบิดมหาศาลในความเร็วต่ำ ช่วยให้รถมีกำลังปีนป่ายโดยไม่ต้องเบิ้ลคันเร่งแรงๆ ซึ่งช่วยถนอมทั้งคลัตช์ เครื่องยนต์ และลดการปั่นทิ้งของหน้ายาง

2. ศาสตร์แห่งการอ่านไลน์

ก่อนที่คุณจะขับรถพรวดพราดเข้าไปในอุปสรรคที่ดูอันตราย มือโปรจะลงจากรถมาเดินดูสภาพพื้นผิวและเส้นทางเบื้องหน้าเสมอ เพราะการค่อยๆ ดูและพิจารณาอย่างมีสติจะช่วยให้ผ่านอุปสรรคไปได้แบบปลอดภัย

  • มองหาจุดที่พื้นแข็งที่สุดหรือมีหินวางมั่นคง เพื่อช่วยให้รถไต่ไปตามทางได้อย่างปลอดภัย 

  • ประเมินความลึกของร่องน้ำหรือร่องโคลน หลีกเลี่ยงจุดที่ลึกจนท้องรถอาจจะแขวน เพราะถ้าท้องรถค้างบนเนิน แรงพยายามจากล้อทั้งสี่จะหายไปทันที นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Ground Clearance คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับรถสายลุยทางออฟโรด 

  • วางตำแหน่งล้อให้อยู่บนจุดที่สูงที่สุดของร่อง เพื่อรักษาใต้ท้องรถให้พ้นจากอุปสรรคที่อาจทำอันตรายต่อเครื่องยนต์ ชุดเกียร์ หรือระบบขับเคลื่อน

3. ควบคุมคันเร่งอย่างใจเย็น

กฎเหล็กสำหรับการขับรถออฟโรดก็คือ ขับรถให้ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเร็วที่สุดเท่าที่จำเป็น เพราะเมื่อใดที่คุณเริ่มกระแทกคันเร่งแรงๆ ตัวรถจะเริ่มเสียอาการยึดเกาะ มักจะจบลงด้วยการที่ล้อสะบัดดินโคลนออกจนขุดหลุมให้ตัวเองและทำให้รถติดหล่มถาวร

  • รักษาจังหวะการกดคันเร่งให้คงที่และสม่ำเสมอ อย่ากดแรงจนเกินไป หรือปล่อยให้รถคลานไปในรอบเดินเบาเพียงอย่างเดียว 

  • หากรู้สึกว่าล้อเริ่มปั่นฟรี ให้ถอนคันเร่งเล็กน้อยแล้วค่อยๆ เติมใหม่ หรือลองโยกพวงมาลัยซ้าย-ขวาเบาๆ เพื่อให้หน้ายางส่วนแก้มได้สลัดดินโคลนพร้อมกับเปิดร่องทางที่ยางสามารถยึดเกาะได้ดียิ่งขึ้น 

พิชิตทุกเส้นทางโหดด้วยยาง BFGOODRICH ตำนานแห่งวงการออฟโรดที่ทั่วโลกยอมรับ

ในโลกของการเดินทางบนเส้นทางออฟโรด ไม่ว่ารถของคุณจะมีพละกำลังมหาศาลเพียงใด หรือมีระบบขับเคลื่อนที่ล้ำสมัยแค่ไหน แต่ท้ายที่สุดแล้วยางรถยนต์ก็ยังคงเป็นอุปกรณ์เพียงชิ้นเดียวที่ทำหน้าที่สัมผัสกับพื้นผิวโลกและถ่ายทอดกำลังทั้งหมดลงสู่พื้นดิน หากเปรียบรถเป็นร่างกาย ยางก็คือรองเท้าคู่ใจที่จะพาคุณก้าวข้ามผ่านโคลนลึก หินแหลม หรือทรายดูดได้อย่างมั่นคง


BFGOODRICH ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้ผลิตยางรถยนต์เท่านั้น แต่เราคือแบรนด์ที่อยู่คู่กับชัยชนะในสนามแข่งออฟโรดระดับตำนานอย่าง Baja 1000 มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ประสบการณ์จากทะเลทรายที่โหดร้ายที่สุดในโลกถูกกลั่นกรองและถ่ายทอด DNA มาเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในยางทุกเส้นที่คุณใช้งาน เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าอุปสรรคเบื้องหน้าจะเป็นอย่างไร ยาง BFGOODRICH จะพาคุณฝ่าฟันไปได้ด้วยสมรรถนะที่ไว้ใจได้สูงสุด

เลือกยางให้ถูกโฉลก: All-Terrain vs. Mud-Terrain หัวใจสำคัญของการพิชิตอุปสรรค

การเลือกประเภทของยางให้สอดคล้องกับทางออฟโรดที่คุณกำลังจะไปคือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ ยางแต่ละรุ่นถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ในสภาวะที่ต่างกัน หากคุณเลือกยางได้ถูกต้อง ไม่เพียงแต่จะขับสนุกขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเสียหายของยางกลางป่าได้อีกด้วย

1. BFGOODRICH ALL TERRAIN T/A KO3 ราชาแห่งความอเนกประสงค์

นี่คือยางรุ่นล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดจาก KO2 อันโด่งดัง ออกแบบมาเพื่อสายเที่ยวทั่วไทยที่ต้องการยางเพียงชุดเดียวที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันบนถนนดำ และพร้อมจะเปลี่ยนโหมดไปลุยทางฝุ่นในวันหยุด


เหมาะสำหรับ: 

  • รถ 4x4 หรือ SUV ที่ใช้งานแบบ Multi-purpose (On-road 50% / Off-road 50%) เน้นเส้นทางลูกรัง, ทราย, หินลอย หรือลำธารตื้นๆ เช่น คลองมะเดื่อ หรือพะเนินทุ่ง 

จุดเด่นที่เหนือกว่า: 

  • เทคโนโลยี CoreGard: แก้มยางแกร่งพิเศษที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากยางแข่งรุ่น KR3 ช่วยป้องกันการฉีกขาดและการบาดตำจากก้อนหินแหลมคมได้ดีขึ้น 

  • Full-Depth 3D Locking Sipes: ร่องดอกยางแบบลึกพิเศษที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการยึดเกาะถนนเปียก และช่วยให้ดอกยางแข็งแรงไม่ล้มพับเวลาเข้าโค้ง 

  • สลัดหินและรีดน้ำยอดเยี่ยม: การออกแบบร่องดอกยางใหม่ช่วยให้สะบัดหินออกจากร่องได้อย่างรวดเร็ว ลดการฝังตัวของหินที่จะทำลายโครงสร้างยาง 

  • ความนุ่มเงียบ: แม้จะเป็นยาง A/T แต่ได้รับการออกแบบให้ลดเสียงรบกวนขณะวิ่งบนทางหลวง มอบความสบายตลอดการเดินทางไกล 

2. BFGOODRICH MUD-TERRAIN T/A KM3 จอมตะลุยไร้ขีดจำกัด

เมื่อความท้าทายขยับสู่ระดับ Hardcore ที่ต้องเจอกับโคลนดูดร่องลึกหรือโขดหินชัน ยาง Mud-Terrain คือคำตอบเดียวที่คุณต้องการ KM3 ถูกสร้างมาเพื่อให้คุณไปในที่ที่คนอื่นไปไม่ถึง


เหมาะสำหรับ:  

  • สายลุยตัวจริงที่ชอบออฟโรดเที่ยวป่าลึก (Off-road 80% / On-road 20%) ต้องเผชิญกับดินหนังหมู, โคลนควาย หรือเส้นทางที่ต้องไต่โขดหิน เช่น ปิเต็ง หรือแม่จอก 

จุดเด่นที่เหนือกว่า: 

  • Mud-Phobic Bars: แถบสลัดโคลนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ช่วยรีดโคลนที่จับตัวแน่นออกจากร่องยางได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หน้ายางพร้อมตะกุยในทุกๆ รอบการหมุน 

  • Krawl-TEK Compound: เนื้อยางสูตรพิเศษที่เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะบนโขดหินและพื้นผิวที่ลื่นไถลได้มากกว่าเดิมถึง 8% 

  • Linear Flex Zone: โครงสร้างยางที่ยืดหยุ่นเป็นพิเศษเมื่อคุณลดความดันลมยาง ช่วยให้หน้ายางโอบรัดวัตถุหรือก้อนหินได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มแรงฉุดลากมหาศาล 

  • SideBiting Wall: ดอกยางบริเวณแก้มยางที่ยื่นออกมา ช่วยเพิ่มแรงตะกุยในแนวด้านข้างเวลาอยู่ในร่องโคลนลึกหรือทางที่เอียงชัน 

ยาง BFGOODRICH ที่เหมาะกับ การขับขี่ออนโรดและออฟโรด

อัปเกรดความมั่นใจให้เกินร้อยก่อนออกไปพิชิตอุปสรรค พบผู้เชี่ยวชาญที่ตัวแทนจำหน่าย BFGOODRICH และ TYREPLUS

ก่อนที่คุณจะนำรถ 4x4 คู่ใจออกไปเผชิญหน้ากับด่านหินในเส้นทางออฟโรด การเตรียมความพร้อมของยางและช่วงล่างคือสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด เพราะความเสียหายเพียงจุดเดียวในป่าลึกอาจเปลี่ยนทริปในฝันให้กลายเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดได้ในพริบตา เพื่อให้การเดินทางออฟโรดเที่ยวป่าครั้งหน้าของคุณสมบูรณ์แบบที่สุด การเลือกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงจึงเป็นคำตอบที่มั่นใจได้มากกว่า

เราขอแนะนำให้คุณเข้ารับคำปรึกษาและเลือกซื้อยางที่ตัวแทนจำหน่ายยางอย่างเป็นทางการของ BFGOODRICH เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับยางของแท้ 100% ที่มีการจัดเก็บอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน พร้อมการรับประกันคุณภาพจากโรงงาน และที่สำคัญที่สุดคือการได้รับคำแนะนำเรื่องซีรีส์ยางที่ถูกสเปก กับการใช้งานจริงจากมืออาชีพตัวจริง

ดูแลรถลุยแบบครบวงจรที่ตัวแทนจำหย่างยาง BFGoodrich หรือที่ TYREPLUS

หากคุณมองหาความสะดวกสบายและการดูแลที่เหนือระดับ TYREPLUS คือศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรที่พร้อมดูแลรถออฟโรดของคุณด้วยมาตรฐานสากล

  • ช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ: ทีมช่างที่เข้าใจระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมตรวจสอบความพร้อมของช่วงล่าง ลูกหมาก และระบบเบรกอย่างละเอียดก่อนคุณออกทริป 

  • เครื่องมือทันสมัยแม่นยำสูง: รถยกสูงที่ใส่ยางขนาดใหญ่อย่าง KO3 หรือ KM3 ต้องการการตั้งศูนย์และถ่วงล้อที่แม่นยำเป็นพิเศษ เพื่อลดการสึกหรอผิดปกติและเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนน 

  • บริการเช็กสภาพรถฟรี 24 รายการ: มั่นใจได้มากกว่าด้วยการตรวจเช็กความพร้อมรอบคัน ตั้งแต่ระบบไฟ ของเหลว ไปจนถึงสภาพยาง เพื่อให้คุณออกไปลุยได้อย่างไร้กังวล 

  • โปรโมชันและสิทธิพิเศษ: พบกับข้อเสนอสุดคุ้มสำหรับยาง BFGOODRICH และบริการดูแลหลังการขายที่จะทำให้การบำรุงรักษารถของคุณเป็นเรื่องง่ายและคุ้มค่าที่สุด 

เนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับขี่และดูแลรักษารถกระบะหรือเอสยูวี 4X4